หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
3 ปัจจัยทำให้สิงคโปร์ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาประเทศ

10 มีนาคม 2020 (จำนวนคนอ่าน 304)

นาย Heng Swee Keat รองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์และรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการคลัง แถลงในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า สิงคโปร์จะประสบผลสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนในระยะยาวในการเปิดประเทศและการเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยรัฐบาลมีหน้าที่ในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต สิงคโปร์มีการพัฒนาที่ดีขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขจัดการกับปัญหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและประชากร และปัญหาความไม่เสมอภาคเมื่อสังคมสิงคโปร์มีการเติบโตขึ้น ดังนั้น การที่สิงคโปร์จะประสบความสำเร็จได้นั้นมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่จะต้องดำเนินการต่อไป คือ

1)       การเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

สิงคโปร์ควรเร่งดำเนินการเพื่อรักษาอัตราการเติบโตและการจ้างงานต่อไป ซึ่งคณะทำงานเพื่ออนาคตเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Committee on the Future Economy) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2559 เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ จากการที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และหลายๆ บริษัทของเอเชีย โดยนอกจากการดำเนินการของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนในสิงคโปร์ยังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมด้วยแผนยุทธศาสตร์ 23 แผนของสิงคโปร์ ทั้งนี้ ใน 3 ปีที่ผ่านมากำลังการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น และธุรกิจของสิงคโปร์ก็กำลังเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยถึงแม้จะมีปัญหาทางเศรษฐกิจบ้างแต่สิงคโปร์ก็ยังดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศถึง 15.2 ล้านเหรียญสิงคโปร์ในปี 2562 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่อสิงคโปร์ นอกจากนี้ ตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้น เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยมากกว่า 41,000 งานในแต่ละปี และอัตราการว่างงานในเดือนธันวาคม 2562 ยังคงอยู่ในอัตราที่ต่ำที่ 3.2% ชาวสิงคโปร์จึงได้รับผลประโยชน์จากจำนวนงานที่เกิดขึ้น และในกลุ่มคนทำงานระดับกลางนั้นมีรายได้รายปีเพิ่มขึ้น 3%

 

2)       การพัฒนาประชากรสิงคโปร์

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในกลุ่มผู้สูงอายุ และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในตลาดแรงงาน ฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐได้มีการดำเนินความร่วมมือสามฝ่าย โดยมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาประชากรสิงคโปร์

ในส่วนของรัฐบาลมีการลงทุนเพื่อส่งเสริมทักษะความรู้ที่สำคัญให้กับพนักงาน และมีการสนับสนุนด้านอาชีพ เช่น การเปิดหลักสูตรพิเศษ หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ SkillFuture ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพในช่วงกลางของอาชีพอายุ 40 และ 50 ปี ให้มีทักษะและความพร้อมสำหรับอาชีพใหม่ อย่างหลักสูตร Adapt and Grow Initiative และ Professional Conversion Programmes โดยทั้งหมดนี้มีการดำเนินการแล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และยังมีการจัดสรรเงินงบประมาณในหลักสูตรพิเศษนี้อีกโดยการให้ SkillFuture เพิ่มเป็นจำนวน 500 เหรียญสิงคโปร์สำหรับประชาชนสิงคโปร์ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ถึง 60 ปี

ในส่วนของลูกจ้าง โครงการ SkillFuture เป็นตัวช่วยให้ลูกจ้างเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองตามแนวทางที่รัฐได้วางไว้ และท้ายที่สุดในส่วนของนายจ้าง หน่วยงานจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง สร้างรูปแบบใหม่และเพิ่มศักยภาพพนักงานของตัวเอง โดยรัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในปี 2563 ในรูปแบบเครดิตสินเชื่อสำหรับบริษัทใหม่

3)       การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางสังคม

รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์เพื่อดูแลและสนับสนุนให้ผู้ใช้แรงงานสิงคโปร์และครอบครัว โดยมีทั้งบัตรกำนัลเพื่อช่วยเหลือในการซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันกับร้านค้าปลีก โดยโครงการพิเศษนี้พัฒนามาจากโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น Workfare, Progressive Wage Model และ ComCare ทั้งนี้ นายกเทศมนตรี และ สภาพัฒนาชุมชน 5 แห่งยังมีแผนที่จะให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละชุมชนช่วยสนับสนุนอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนเงินเพิ่มขึ้น 20% เพื่อกระจายให้กับผู้เกษียณอายุที่มีรายได้น้อยและไม่มีคนคอยดูแล โดยจะมีผู้สุงอายุได้รับประโยชน์จากส่วนนี้มากกว่า 1 ล้านคน สุดท้ายสำหรับครอบครัวชนชั้นกลางที่มีทั้งลูกและผู้สูงอายุให้ต้องดูแลจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ 100 เหรียญสิงคโปร์ และครอบครัวที่มีขนาดใหญ่จะได้รับบัตรส่วนลด GST Voucher-U-Saver และบัตรเติมเงิน Passion Card สำหรับผู้สูงอายุ

รัฐบาลสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญในการสนับสนุนและเสริมสร้างครอบครัวให้เข็มแข็งซึ่งการที่ประชาชนมีงานที่ดี ได้พัฒนาตัวเองในทุกช่วงของชีวิต ทำให้สิงคโปร์สามารถลดช่องว่างระหว่างรายได้ลงได้ นาย Heng ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการบริจาคเงินของคนสิงคโปร์ผ่านองค์กรต่าง ๆ ในปี 2561 มีมากถึง 2.1 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของการบริจาคเงินในปี 2551 ที่มียอดบริจาคเท่ากับ 960 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เฉลี่ยแล้วมีการบริจาคต่อคนเท่ากับ 660 เหรียญสิงคโปร์ การที่ประชาชนสิงคโปร์ได้รับโอกาสและการสนับสนุนอย่างทั่วถึง จึงเป็นวิธีลดปัญหาความไม่เท่าเทียมในสิงคโปร์ได้อย่างดี

 


ที่มา : Channel news

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์

มีนาคม 2563


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์