หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
“กล้วยหอม” เป็นผลไม้ชนิดแรกที่กัมพูชามีโอกาสเข้าตลาดจีน

21 กุมภาพันธ์ 2020 (จำนวนคนอ่าน 477)

"กล้วยหอม” เป็นผลไม้ชนิดแรกของกัมพูชาที่ มีโอกาสเข้าตลาดจีน หลังจากรัฐบาลจีนและกัมพูชาได้ ร่วมลงนาม "ข้อตกลงการตรวจกักกันโรคสำหรั บกล้วยหอมกัมพูชาที่จะส่งเข้าสาธาณรัฐประชาชนจีน” ในเดือนสิงหาคม 2561

 

ความต้องการบริโภคกล้วยหอมนำเข้าในตลาดจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่ างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ประเทศจีนอนุญาตการนำเข้ากล้วยหอมจาก 11 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย แม้ว่าฟิลิปปินส์จะยังเป็นเจ้าครองตลาดกล้วยหอมนำเข้าในจีน แต่หลายฝ่ายคาดว่ากัมพูชาจะเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดจีนในไม่ช้า

 

ปีแรกที่กัมพูชาส่งออกกล้วยหอมไปจีน กัมพูชาได้โดดแซงหน้าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 7 ของจีน ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 พบว่า ปริมาณการส่งออกกล้วยหอมของไทยตกลงจากอันดับ 5 ไปอยู่อันดับ 8 ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงจาก 1.51% เหลือเพียง 0.75%

 

ทางการจีนได้ส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ในกัมพูชาเพื่อตรวจประเมินความเสี่ยงด้านโรคพืชและแมลงศัตรูพืชสำหรับสินค้าเกษตรหลายชนิดของกัมพู ชาที่จะส่งออกไปจีนแล้ว อาทิ มะม่วง ลำไย ทุเรียน แก้วมังกร มะพร้าว พริกไทย และรังนก ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "สินค้าทับซ้อน” กับของไทยแทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อฐานสินค้าเกษตรไทยในจีนไม่น้อย

 

ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าเกษตรด้วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรเพื่อบุกตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง ผู้บริโภคต้องการสินค้าคุณภาพและแปลกใหม่ เพื่อตอกย้ำคุณภาพ Made in Thailand

 

ธุรกิจกล้วยหอม(สด)ของกัมพูชากำลังคึกคึก หลังจากจีนเปิดตลาดกล้วยหอมให้ กัมพูชา โดยสองฝ่ายได้ร่วมลงนาม "ข้อตกลงการตรวจกักกันโรคสำหรับกล้วยหอมกัมพูชาที่จะส่งเข้าสาธาณรัฐประชาชนจีน”  ในเดือนสิงหาคม 2561 ทำให้กล้วยหอมเป็นผลไม้กัมพูชาชนิดแรกที่มีโอกาสเข้าตลาดจีน โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 กล้วยหอมกัมพูชาล็อตแรกได้ส่ งออกจากท่าเรือสีหนุไปถึงท่าเรือเซี่ยงไฮ้ จำนวน 5 ตู้ รวมน้ำหนัก 100 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 63,800 ดอลลาร์สหรัฐ

 

เดิมทีกล้วยหอมกัมพูชาที่จะเข้าตลาดจีนก็ต้องใช้วิธีเปลี่ยนสัญชาติเป็นเวียดนาม (เหมือนกับผลไม้ไทย) แต่การลงนามข้อตกลงร่วมกันของรั ฐบาลสองประเทศช่วยให้กัมพูชาลดการพึ่งพาเวียดนามในการส่งออกกล้วยหอมไปจีน


แม้ว่าจีนจะสามารถปลูกกล้วยหอมได้ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ ทั้งในมณฑลกวางตุ้ง (45.38% ของทั้งประเทศ) มณฑลยูนนาน (24.87% ของทั้งประเทศ) มณฑลไห่หนาน มณฑลฝูเจี้ยน และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง แต่ความต้องการบริโภคกล้ วยหอมนำเข้าในตลาดจีนมีแนวโน้ มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจุบัน จีนอนุญาตการนำเข้ากล้วยหอมจาก 11 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ในปี 2561 จีนมีการนำเข้ากล้วยหอม 1.54 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 50% และในปี 2562 พบว่า ช่วง 11 เดือนแรก มีการนำเข้าแล้ว 1.79 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ (ส่วนแบ่งตลาด 53.17%) เอกวาดอร์ (24.02%) เวียดนาม (14.22%) เมียนมา (4.28%) และโคลอมเบีย (1.02%)

 

มณฑลที่มีการนำเข้ากล้วยหอมมากที่สุดในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 คือ นครเซี่ยงไฮ้ (สัดส่วน 48.96% ของทั้งประเทศ) มณฑลเหลียวหนิง (21.22%) กรุงปักกิ่ง (7.82%) มณฑลยูนนาน (4.96%) และมณฑลกวางตุ้ง (4.87%)

 

ทำไมจีนปลูกกล้วยหอมได้ แต่ยังต้องการนำเข้า?

1.      -แรงจูงใจของเกษตรกรในการปลูกกล้วยหอมลดลง เนื่องจากธุรกิจสวนกล้วยหอมในจีนก้าวสู่ยุค "ต้นทุนสูง” มานานแล้ว ขณะที่ราคาจำหน่ายหน้าสวนมี ความผันผวนค่อนข้างมาก เกษตรกรไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา ส่งผลให้กำไรของเกษตรกรลดลง


2.       -พันธุ์กล้วยหอมไม่หลากหลาย ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ไม่สามารถทนต่อโรคและสภาพอากาศในพื้นที่ และไม่ทนทานต่อการลำเลียงขนส่ง


3.       -คุณภาพและรสชาติของกล้วยหอมท้องถิ่นไม่สามารถแข่งขันกับกล้ วยหอมนำเข้าได้ ส่งผลให้เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีอย่างรู้เท่ าไม่ถึงการณ์ เทคนิคและความรู้ ของเกษตรกรในการปลูกกล้วยปลอดสารพิษ การป้องกันโรคแมลงศัตรูพืช รวมทั้งเทคนิคการเก็บเกี่ยวผลผลิตยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอทำให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะพวกสายรักสุขภาพไม่นิยมบริโภคกล้วยท้องถิ่น

 

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกล้วยหอมของกัมพูชาในตลาดจีน มีดังนี้


·      ปี 2562 กัมพูชาส่งออกกล้วยหอม 1.57 แสนตัน ส่วนใหญ่ส่งออกไปตลาดจีน แหล่งปลูกกล้วยหอมสำคัญอยู่ในจั งหวัดรัตคีรี จังหวัดกระแจะ และจังหวัดกำปอด มีสวนกล้วยหอมและโรงคัดบรรจุที่ ได้รับการรับรองจากบริษัท China Certification and Inspection Group หรือ CCIC (中国检验认证()有限公司) แล้ว 13 แห่ง โดยกระทรวงเกษตรกัมพูชากำลังเร่ งเจรจาให้สวนกล้วยหอมและโรงคั ดบรรจุกัมพูชาได้รับบัตรผ่ านประตูเข้าตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับการส่งเสริมให้ เกษตรกรปลูกกล้วยหอมเพิ่มขึ้น


·     บริษัท Longmate Agriculture เป็นบริษัทร่วมทุนจีน-กัมพูชา และเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิ จกล้วยหอมในกัมพูชา บริษัทฯ มีฐานการผลิตกล้วยหอมอยู่ในจั งหวัดกำปอดของกัมพูชา เพื่อป้อนตลาดจีนเป็นหลัก (นครเซี่ยงไฮ้ กรุงปักกิ่ง เมืองต้าเหลียน และเมืองเซินเจิ้น) โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าจะขยายพื้นที่ปลูกให้ ได้ 1 หมื่นเฮกตาร์ และส่งออกกล้วยหอมไปจีน 3.3 หมื่นตัน


·     แม้ว่าฟิลิปปินส์จะยังเป็นเจ้ าครองตลาดกล้วยหอมนำเข้าในจีน แต่หลายฝ่ายคาดว่ากัมพูชาจะเริ่ มเข้ามามีบทบาทในตลาดจีนในไม่ช้ า ช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 7 เดือนที่กัมพูชาส่งกล้วยหอมล็ อตแรกเข้าจีน กัมพูชาก็โดดขึ้นมาเป็นผู้ส่ งออกกล้วยหอมอันดับ 7 แซงหน้าประเทศไทยเป็นที่เรียบร้ อย (เปรียบเทียบ (YoY) กับปี 2561 ปริมาณการส่งออกกล้ วยหอมของไทยตกลงจากอันดับ 5 ไปอยู่อันดับ 8 ส่งผลให้ส่วนแบ่ งทางการตลาดลดลงจาก 1.51% เหลือเพียง 0.75%)


·      นายเฉิน ฉีเซิง ผู้จัดการใหญ่บริษัท CCIC กัมพูชา เปิดเผยว่า ในอนาคต กัมพูชาจะมีกล้วยหอมส่งออกวันละ 10 ตู้ และจะเพิ่มเป็นวันละ 20-30 ตู้ในเร็วๆ นี้ โดยท่าเรือสีหนุเป็นทางเลื อกสำหรับผู้ส่งออกกล้วยหอมกัมพู ชาที่ใช้สำหรับส่งออกไปยังจีน


ตามรายงาน ทางการจีนได้ส่งผู้เชี่ ยวชาญลงพื้นที่ในประเทศกัมพู ชาเพื่อตรวจประเมินความเสี่ยงด้ านโรคพืชและแมลงศัตรูพืชสำหรั บสินค้าเกษตรหลายชนิดของกัมพู ชาที่จะส่งออกไปจีนแล้ว อาทิ มะม่วง ลำไย ทุเรียน แก้วมังกร มะพร้าว พริกไทย และรังนก (ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดนำเข้าข้าวหอมมะลิ และมันสำปะหลังรายใหญ่ของกัมพู ชา) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "สินค้าทับซ้อน” กับของไทยแทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อฐานสินค้ าเกษตรไทยในประเทศจีนไม่น้อย


บีไอซี เห็นว่า สถานการณ์ข้างต้นน่าจะเป็นอีกสั ญญาณให้กับภาคการเกษตรของไทย ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนไทยจำเป็ นต้องวางแผนการผลิตและการส่ งออกอย่างรอบคอบ ทั้งการส่งออกทั่วไปและการส่ งออกช่วงฤดูเทศกาล รวมทั้งประเด็นมาตรฐานสุขอนามัย ซึ่งทางการจีนได้เพิ่มความเข้ มงวดขึ้นเป็นอย่างมาก


ผู้ส่งออกสามารถใช้ประโยชน์ จากจุดกระจายสินค้าแหล่งใหญ่ ในจีน เน้นกระจายการส่งออกเพื่อขยายช่ องทางการตลาด ลดการพึ่งพาตลาดหลัก (ในมณฑลกวางตุ้ง นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง) และลดปัญหาการผูกขาดราคาสินค้า หนึ่งในตลาดตัวเลือก ได้แก่ ตลาดผลไม้ไฮกรีน (ภาษาจีนเรียกว่า "ไห่ จี๋ ซิง”/海吉星) ในนครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยผู้ส่งออกสามารถใช้ประโยชน์ จากเส้นทาง R12 (นครพนม) และ R9 (มุกดาหาร) ในการลำเลียงผลไม้จากภาคอี สานไทยมายังตลาดจีน


นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งสร้ างแต้มต่อให้กับสินค้าเกษตรด้ วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้ าเกษตรเพื่อบุกตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศั กยภาพและกำลังซื้อสูง ผู้บริโภคต้องการสินค้าคุ ณภาพและแปลกใหม่ เพื่อตอกย้ำคุณภาพ Made in Thailand

 

 


ที่มา

https://thaibizchina.com/%E0% B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9% 88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81% E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0% B8%A2%E0%B9%86-%E0%B8%97%E0% B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8% B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87% E0%B8%88%E0%B8%B0/

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์