หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ในรอบ 5 ปีมูลค่าการค้าไทยกับ 18 ประเทศที่มีเอฟทีเอ ขยายตัวเฉลี่ยถึง 3.31%

6 มกราคม 2020 (จำนวนคนอ่าน 1200)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามมูลค่าการค้าของไทยกับ 18 ประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ได้แก่

1.-9.อาเซียน

10.จีน

11.ญี่ปุ่น

12.เกาหลีใต้

13.อินเดีย

14.ออสเตรเลีย

15.นิวซีแลนด์

16.เปรู

17.ชิลี

18.ฮ่องกง 

พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557–2561) การส่งออกของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอ เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.31 สูงกว่าการส่งออกไปประเทศที่ไม่มีเอฟทีเอด้วย ซึ่งเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.75

สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ 18 ประเทศคู่เอฟทีเอ ในช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค.) ปี 2562 เป็น 253,898.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 62.4 ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก

-เป็นการส่งออก 128,271.2  ล้านเหรียญสหรัฐ

-นำเข้า 125,626.9 ล้านเหรียญสหรัฐ               

คู่เอฟทีเอที่ไทยค้าด้วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 

1.อาเซียน 90,737 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.จีน 65,155 ล้านเหรียญสหรัฐ 

3.ญี่ปุ่น 48,733 ล้านเหรียญสหรัฐ 

4.ออสเตรเลีย 12,225 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 

5.เกาหลีใต้ 11,297 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยไทยได้ดุลการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ เช่น อาเซียน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลิ และฮ่องกง

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น 

-รถยนต์และส่วนประกอบ

-เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

-เม็ดพลาสติก

-อัญมณีและเครื่องประดับ

ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญของไทย เช่น

-เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

-เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

-เคมีภัณฑ์

-เหล็ก และผลิตภัณฑ์

นางอรมน เสริมว่า ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย) ของปี 2562 ไทยส่งออกโดยใช้สิทธิเอฟทีเอ 50,312.06 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 78.25 ของการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ และนำเข้าโดยใช้สิทธิเอฟทีเอ 27,594.41 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 52.25 ของการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิ

กรอบเอฟทีเอที่ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 3 อันดับแรก คือ

1.อาเซียน

2.จีน

3.ออสเตรเลีย

และสินค้าที่ใช้สิทธิเอฟทีเอสูงสุด 3 อันดับแรก คือ

1.ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

2.พลาสติก

3.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

"เอฟทีเอเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ท่ามกลางแนวโน้มการกีดกันการค้าและความไม่แน่นอนของการค้าโลก กรมฯ ได้ตอบสนองนโยบายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้เร่งสรุปเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา ให้เสร็จภายในปี 2563 และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดการเจรจาเอฟทีเอกรอบใหม่ๆ  เพื่อแสวงโอกาส และ ลดอุปสรรคทางการค้าให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าการค้าและการส่งออกของไทยขยายตัว มีแต้มต่อในการแข่งขัน ที่สำคัญอยากให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญและใช้ประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่ เพิ่มโอกาสการส่งออก และอาจนำเข้าวัตถุดิบราคาถูก หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำมาต่อยอดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าและบริการของไทย” นางอรมนกล่าว

ที่มา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์