หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อะไรจะเกิดขึ้นในไทยระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35

29 ตุลาคม 2019 (จำนวนคนอ่าน 151)

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2019 ภายใต้แนวคิดหลัก "ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน Advancing Partnerships for Sustainability” 

ตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ประธานจะจัดให้มีการประชุมสุดยอดอาเซียนปีละ 2 รอบ โดยปกติ การประชุมรอบต้นปี (การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34, 20-23 มิถุนายน 2019) มักจะเป็นการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางหารือความสัมพันธ์ภายในระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนอันประกอบไปด้วย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ในขณะที่การประชุมรอบปลายปี (การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35, 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2019)  จะไม่ได้มีเพียงผู้นำอาเซียนและคู่สมรสจาก 10 ประเทศสมาชิกเท่านั้นที่ได้รับเชิญให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย หากแต่ประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำระดับสูงจากคู่เจรจา (dialogue partners) ของอาเซียนอีก 10 คู่เจรจา อันได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์, รัสเซีย, สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป และองค์การสหประชาชาติ

นั่นทำให้ตลอดทั้งสัปดาห์นั้นประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพและเป็นประธานในการประชุมที่มีความสำคัญระดับโลก ที่จะกำหนดทิศทางการเดินหน้าประชาคมอาเซียนซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในทุกมิติและในทุกระดับของประชาชนกว่า 650 ล้านคนในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีประเด็นสำคัญๆ ที่ต้องตระหนักถึงโดยเฉพาะโครงสร้างการจัดระเบียบและความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจที่มีพลวัตรอย่างสูง โดยจะมีการประชุม พิธีการ การหารือ งานเลี้ยง และการแถลงข่าวสำคัญๆ เกิดขึ้นกว่า 22 ครั้งตลอด 5 วัน ซึ่งกิจกรรมสำคัญๆ ที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้

วันที่ 31 ตุลาคม 2019

1.       1.การประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 18 (18th ASEAN Economic Community (AEC) Council Meeting)

เนื่องจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีความร่วมมือกันในหลากหลายมิติ เฉพาะการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับมิติทางด้านเศรษฐกิจก็มี 9 การประชุม (อาทิ เศรษฐกิจ การคลังและธนาคารกลาง การเกษตรและป่าไม้ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พลังงาน เหมืองแร่ การท่องเที่ยว) การประชุมที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีและการบูรณาการเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ของประเทศสมาชิก และยังต้องมีการประชุมร่วมกับประเทศคู่เจรจาที่มีข้อตกลงทางการค้า นั่นทำให้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งที่ที่ประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของทั้ง 10 ประเทศต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาภาพรวมว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว และทุกอย่างเดินหน้าไปตามแผนงานที่วางไว้หรือไม่ โดยในกรณีของประเทศไทย เจ้าภาพหลักที่ต้องเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1.       2.พิธีลงนามข้อตกลงโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (Signing Ceremony of ASEAN Agreements by ASEAN Economic Ministers)

หลังจากการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 18 เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด 3 เรื่องที่จะประกาศและถือเป็นความสำเร็จของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพที่ผลักดันจนสามารถลงนามและมีผลบังคับใช้ได้ในปีนี้ ได้แก่

·        ­ข้อตกลงยอมรับร่วมผลการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์และชิ้นส่วนอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangements (MRA) Pact on Automobiles and Parts) ซึ่งครอบคลุมชิ้นส่วนยานยนต์ของระบบเบรค (Breaking System), เข็มขัดนิรภัย (Safety Belts), ที่นั่งเบาะนั่ง (Seats), ยางรถยนต์ (Tires), ระบบควบคุมรถยนต์ (Steering Systems), มาตรวัดต่างๆ (Speedometers) และ กระจกนิรภัย (Safety Glass) ซึ่งการมีมาตรฐานเดียวกันจะทำให้ไม่จำเป็นต้องการมีการตรวจสอบซ้ำซ้อนหลายรอบเมื่อมีการส่งออกนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีห่วงโซ่อุปทานอยู่ในอาเซียน

·        พิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียนฉบับปรับปรุง ซึ่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitations: TFs) ที่มีความสำคัญมากและอาเซียนเจรจาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาหลายปีเพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การการค้าโลก และจะสำเร็จลงนามได้ในประเทศไทย

·        ความสำเร็จในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอกสารใบรับรองถิ่นกำเนิด (Form D) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่จะต้องใช้เพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA, ซึ่งไทยก็เสนอให้มีการทบทวนให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเช่นกัน) นั่นคือ ผู้ประกอบการต้องมี Form D ถึงสามารถใช้อัตราภาษี 0% ในการทำการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยประเทศไทยในฐานเจ้าภาพได้จัดทำระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (ASEAN-Wide Self Certification) ได้สำเร็จ นั่นหมายความว่าต่อไปนี้ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องไปที่หน่วยงานของรัฐในการออกใบรับรอง แต่สามารถทำได้เองในที่ทำการของตนเองได้เลย และข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าระบบ On-line เชื่อมโยงไปยัง 10 ประเทศสมาชิก ด้วยระบบ ASEAN Single Windows: ASW) ซึ่งจะเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ครบทั้ง 10 ประเทศภายในปีนี้ที่ไทยเป็นประธานอาเซียน (หลังจากที่ล่าช้าจากกำหนดในปี 2015, ปัจจุบันประเทศที่ยังไม่เชื่อมโยงได้แก่ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และ สปป.ลาว) 

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2019

1.      3.การประชุม ASEAN Business and Investment Summit (ABIS) ซึ่งจะเป็นการประชุมของภาคเอกชน และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ภาคเอกชนจะเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนให้ความสนใจและร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นอย่างน้อยใน 3 มิติ นั่นคือ 1) สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitations: TFs) ที่เชื่อมโยงและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2) การเตรียมความพร้อมอาเซียนให้เท่าทันกับปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (the 4th Industrial Revolution: 4IR) และ 3) นโยบายของอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับการทำธุรกิจภายในอาเซียน ซึ่งกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสให้ธุรกิจอาเซียนในตลาดโลกที่ต้องมีมาตรฐานสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

1.      4.การประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 20 (20th ASEAN Political-Security Community (APSC) Council Meeting) เช่นเดียวกับเสาหลักประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในด้านการเมือง-ความมั่นคง ก็มีหลากหลายประเด็นความร่วมมือ อาทิ การประชุมรัฐมนตรีความมั่นคง กฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด ประเด็นด้านสิทธิมุษยชนและความมั่นคงของมนุษย์ ดังนั้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งที่ที่ประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองความมั่นคงของทั้ง 10 ประเทศต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาภาพรวมว่า ประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียนเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว และทุกอย่างเดินหน้าไปตามแผนงานที่วางไว้หรือไม่ โดยในกรณีของประเทศไทย เจ้าภาพหลักที่ต้องเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน คือ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ

1.      5.การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 24 (24th ASEAN Coordinating Council (ACC) Meeting) เนื่องจากประชาคมอาเซียนคือความร่วมมือในทุกมิติ และในทุกระดับ และแยกโครงสร้างการทำงานออกเป็น 3 เสาหลัก คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียน (Political-Security Community: APSC) และ ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC) ซึ่งแน่นอนตลอดทั้งปีมีการประชุมเกิดขึ้น มีการทำงานและมีความคืบหน้า รวมทั้งความล่าช้า เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ดังนั้นแต่ละเสาหลักต้องมีการประชุมคณะมนตรีของแต่ละเสาหลัก จากนั้นก็จะเอาความคืบหน้า ความล่าช้า อุปสรรค และข้อเสนอแนะของแต่ละเสาหลักมาพิจารณาร่วมกันโดย การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน (ASEAN Coordinating Council: ACC) เพื่อเตรียมเนื้อหาสาระทั้งหมดให้ผู้นำของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศร่วมกันพิจารณาในการประชุมสุดยอด (ASEAN Summit)

1.      6.พิธีลงนามสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Signing Ceremony of the Instrument of Accession of the Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia (TAC)) ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา อาเซียนสนับสนุนให้มีการสร้างภาคีความร่วมมือกับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกของอาเซียนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยหากประเทศใดๆ ในโลกต้องการสร้างความร่วมมือ และยอมรับในหลักการของอาเซียนก็ต้องลงนามกับอาเซียนใน สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ TAC ซึ่ง TAC นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 1 ในปี 1976 และมีการแก้ไขปรับปรุงมาแล้ว 3 รอบในปี 1987, 1998 และ 2010

7.การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 แบบเต็มคณะ (35th ASEAN Summit Plenary Session)

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2019

1.     8.พิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง (the Opening Ceremony)

1.      9.การประชุมสุดยอดอาเซียน – จีน ครั้งที่ 22 (22nd ASEAN-China Summit) โดยประเด็นสำคัญที่อาเซียนและจีนจะหารือร่วมกันได้แก่

·        การยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนเพื่อเปิดเสรีและลดภาษีเพิ่มเติม ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ถือเป็น FTA ฉบับแรกของอาเซียน ซึ่งลงนามร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2002 การลดภาษีจนกลายเป็น 0% ของรายการสินค้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในปี 2010 สำหรับสมาชิกเดิม และปี 2015 สำหรับ CLMV

·        การสนับสนุนความเชื่อมโยงข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative: BRI (หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน) กับแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity: MPAC) ให้เป็นไปตามที่อาเซียนแถลงไว้จากการประชุมสุดยอดครั้งก่อน ใน ASEAN Outlook on the Indo-Pacific (AOIP)

1.      10.การประชุมสุดยอดอาเซียน – อินเดีย ครั้งที่ 16 16th ASEAN-India Summit โดยประเด็นสำคัญที่อาเซียนและอินเดียจะหารือร่วมกัน คือ การทบทวนความตกลงการค้าสินค้าภายใต้เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย เพื่อให้มีการเปิดเสรีและลดภาษีเพิ่มเติม โดย ASEAN-India FTA ลงนามและเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2009 และ 2010 ตามลำดับ โดยข้อตกลง FTA ครอบคลุม 90% ของรายการสินค้าที่มีการค้าระหว่างกัน

1.       11.การประชุมสุดยอดอาเซียน – สหประชาชาติ ครั้งที่ 10 10th ASEAN-UN Summit

1.      12.งานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) แน่นอนว่าการเป็นเจ้าภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การจัดประชุมที่มีเนื้อหาสาระในการประชุมที่เข้มข้นและต้องจับตามองเท่านั้น หากแต่การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับทุกฝ่ายที่เดินทางเข้ามาร่วมประชุม ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความประทับใจ และเป็นโอกาสในการเผยแพร่ "ความเป็นมิตรไมตรีของชาวไทย Thai Hospitality” ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้สาระการประชุมเช่นเดียวกัน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2019

1.      13.การประชุม Indo – Pacific Business Forum ต่อเนื่องจากการประชุม ASEAN Business and Investment Summit (ABIS) ที่คุยกันระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน การประชุม Indo – Pacific Business Forum ก็จะมีการสร้างความร่วมมือและการเจรจาของภาคเอกชนที่ครอบคลุมหลากหลายประเทศทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

1.     14. การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 (22nd ASEAN Plus Three Summit) อาเซียนบวกสาม คือความร่วมมือระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของเอเชีย นั่นคือในระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจ 1997-1998 Asian Financial Crisis โดยคาดว่าทั้ง 13 ประเทศคงจะต้องเจรจากันในเรื่อง

·        สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้าง ครอบคลุม โปร่งใสและยึดตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO) ในท่ามกลางสถานการณ์ที่การค้าแบบปกป้องคุ้มกัน (protectionism) เกิดขึ้นมากที่สุด และรุนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นปีก่อตั้งองค์การการค้าโลก ผ่านการประกาศสงครามการค้าของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องและการเสื่อมศรัทธาของการเจรจาการค้าในกรอบพหุภาคีขององค์การการค้าโลกที่ยังไม่มีผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่เริ่มต้นการเจรจารอบโดฮาในปี 2001 และท่ามกลางแนวคิดแบบ unilateral ที่มหาอำนาจ (ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา) เริ่มต้นการขยายอิทธิพลและกดดันให้ประเทศอื่นๆ ยอมทำตามแต่เพียงฝ่ายเดียว

·        การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP)

1.     15. การประชุมสุดยอดอาเซียน – สหรัฐฯ ครั้งที่ 7 (7th ASEAN-US Summit) สหรัฐเข้าเป็นคู่เจรจา Dialogue Partners ของอาเซียนในปี 2016 คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจากันในประเด็น

·        การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) การค้า ดิจิทัล (digital trade)

·        การให้ความช่วยเหลืออาเซียนเรื่องการเชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window)

·        และล่าสุดจากการแถลงของกระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่า ไทยคงจะใช้โอกาสนี้ในการประชุม Sideline เพื่อเจรจาในประเด็นการตัดสิทธิ GSP 573 รายการที่พึ่งจะมีการประกาศออกมา

16.Special Lunch on Sustainable Development

1.      17.การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 15 (15th East Asia Summit) คือการประชุมร่วมกันระหว่างผู้นำอาเซียน 10 ประเทศร่วมกับผู้นำจาก จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าน่าจะเน้นเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR)

1.      18.การประชุมสุดยอดอาเซียน – ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 (22nd ASEAN-Japan Summit) ญี่ปุ่นคือประเทศคู่ค้าและนักลงทุนที่สำคัญที่สุดชาติหนึ่งในอาเซียน และปัจจุบันเรามีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับที่ลึกซึ้งและกว้างขวางครอบคลุมมิติความร่วมมือมากกว่าข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปกติ ดังนั้นความร่วมมือจึงถูกเรียกว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership: AJCEP) ซึ่งมีการลงนามและบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2008 การประชุมครั้งนี้จะกล่าวถึงการบังคับใช้พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) เพื่อเปิดเสรีภาคบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุน จากเดิมที่มีแต่เรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า

1.      19.การประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ครั้งที่ 3 (3rd RCEP Summit) ซึ่งต้องจับตาเรื่องการสรุปและลงนามความตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งล่าช้ามาจากกำหนดการในปี 2015 โดย เขตการค้าเสรี RCEP จะเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ครอบคลุมประชากรกว่า 47.4% ของประชากรโลก มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่า 32.2% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก ครอบคลุมมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศถึง 29.1% และ 32.5% ตามลำดับ

การเจรจาการค้าในกรอบ RCEP แบ่งการเจรจาออกเป็น 2 กรอบ (tracks) โดยกรอบแรกจะเป็นการเจรจาในประเด็นการเปิดและการเข้าสู่ตลาด (market access) พบว่า ณ ปัจจุบัน การเจรจาสามารถหาข้อสรุปได้แล้ว 80.4% ของรายการสินค้าและบริการ ในขณะที่อีก 16% ของรายการสินค้าและบริการอยู่ในสถานะที่ใกล้จะหาข้อสรุปได้ และยังคงเหลืออีก 3.6% ของรายการสินค้าและบริการที่ยังต้องเร่งให้เกิดการเจรจา

ในขณะที่อีกกรอบหนึ่งจะเป็นการเจรจาในการร่างข้อตกลง (draft agreement text) ซึ่งข้อตกลงจะมีทั้งหมด 20 ข้อบท (chapters) และสถานะล่าสุดคือ ประเทศสมาชิกสามารถบรรลุหาข้อสรุปข้อตกลงได้แล้ว 14 ข้อบท เหลือต้องเจรจาอีก 6 ข้อบท 

RCEP จะเป็นเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในระดับนานาชาติว่า ทั้ง 16 ประเทศสมาชิกสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ และในฐานะประชาชนชาวไทย เราคงต้องเอาใจช่วยผู้ที่ส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อผลักดันให้ RCEP สามารถหาข้อสรุปได้ภายในปีนี้ที่ไทยเป็นประธานการประชุมเพื่อยืนยันความสำเร็จของไทยในเวทีนานาชาติ ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของไทยร่วมกับประชาคมอาเซียนให้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานะการความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจในระดับโลก ณ ปัจจุบัน

1.      20.พิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง         และพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนแก่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Handing Over of the ASEAN Chairmanship to Vietnam)

21.การแถลงข่าวโดยนายกรัฐมนตรี (Press Conference)

1.      22.การประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 11 ระหว่างอาหารค่ำ (11th Mekong-Japan Summit Working Dinner) ความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคระหว่าง ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และ ญี่ปุ่น ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2008 โดยในปี 2018 ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอ Tokyo Strategy 2018 for Mekong-Japan Cooperation) ซึ่งกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตให้สอดคล้องกับ 3 แนวทาง ได้แก่ แผนแม่บทอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS, ที่ไทยเป็นผู้ริเริ่ม) ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific, ที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่ม) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Sustainable Development Goals 2030) รวมทั้งได้จัดลำดับความร่วมมือ 3 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาความเชื่อมโยง (Connecting the Connectivity) การสร้างสังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered) และการสร้างความเป็นรูปธรรมและความตระหนักรู้ต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสีเขียว (Green Mekong)

 


ข้อมูล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 



 









 




 








 








ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์