หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน: ผู้นำเขาคุยเรื่องอะไรกัน

21 มิถุนายน 2019 (จำนวนคนอ่าน 455)

ในบทความที่แล้ว ผมได้ปูพื้นให้คุณผู้อ่านได้ทราบไปแล้วถึงข้อมูลเบื้องต้นที่พวกเราชาวไทยควรรู้ในฐานะที่เราจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2019 (อ่าน 10 เรื่องควรรู้ ก่อนร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนhttps://thestandard.co/asean-summit-2019/) ในบทความชิ้นนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟังต่อครับว่า แล้วในระหว่างวันที่ 20-23 มิถุนายน 2019 ที่ไทยจะเป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน พวกผู้นำเขามีวาระการประชุมกันในเรื่องอะไรบ้าง
 
การประชุมที่จะเกิดขึ้นในระหว่างสัปดาห์นี้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะการประชุมของผู้นำเท่านั้นนะครับ ในความเป็นจริงยังมการประชุมอื่นๆ(Sub meetings) ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน ได้แก่ (คำแปลชื่อในภาษาไทยอาจจะไม่ตรงกับชื่อทางการนะครับ ผมใช้การแปลเพื่อให้เข้าใจหน้าที่การทำงานเป็นหลัก)
 
- การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (ASEAN Senior Officials’ Meeting: ASEAN SOM)
-  การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับคณะกรรมการเจรจาการค้าอาเซียน (Preparatory ASEAN Trade Negotiating Committee Meeting)
- การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำ BIMP-EAGA ครั้งที่ 13 (BIMP-EAGA Senior Official's Preparatory Meeting for the 13th BIMP-EAGA Summit) โดย BIMP-EAGA ย่อมาจาก Brunei Indonesia Malaysia Philippines East ASEAN Growth Area ซึ่งเป็นความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคของกลุ่มประเทศอาเซียนภาคพื้นมหาสมุทร (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์)
-  การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GTครั้งที่ 12 (IMT-GT Senior Official Preparatory Meeting for the 12th IMT-GT Summit) โดย IMT-GT ย่อมาจาก Indonesia Malaysia Thailand Growth Triangle หรือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค
-  การประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Foreign Ministers' Retreat: AMM)
-  การประชุมนัดพิเศษของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในประเด็นข้อตกลงการค้าเสรี Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ ASEAN+6 (Special ASEAN Economic Ministers' Meeting on RCEP)
- การประชุมคณะผู้ประสานงานประเด็นความร่วมมือในเสาหลักประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community (APSC) Council Meeting)
- การประชุมคณะผู้ประสานงานประเด็นความร่วมมือระหว่าง 3 เสาหลักของประเทศชาคมอาเซียน (ASEAN Coordinating Council: ACC)
- การประชุมของหัวหน้ารัฐบาลอาเซียน (ASEAN Leader's Interface) การประชุมนี้คือเวทีที่ผู้นำของทั้ง 10 ประเทศไทยให้พบปะหารือและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ โดยจะจัดในวันที่ 23 มิถุนายน 2019 ช่วงเช้า ณ โรงแรม Plaza Atheneeและในตอนบ่ายเราคงได้เห็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในฐานะประเทศอาเซียน อ่านแถลงการณ์ร่วมที่เป็นผลลัพท์จากการประชุม
- การประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GTครั้งที่ 12 (the 12th IMT-GT Summit)
- ประชุมสุดยอดผู้นำ BIMP-EAGA ครั้งที่ 13 (the 13th BIMP-EAGA Summit)
 
จะเห็นได้ว่าการประชุมครั้งนี้มีหลายการประชุมย่อยๆ เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลาเดียวกัน แต่ทั้งหมดผมคิดว่า เรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายจับตามองว่าผลลัพท์จากการประชุมน่าจะมี 2 ประเด็น นั่นคือ
 
1. ท่าทีของผู้นำอาเซียนต่อยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค(Indo-Pacific Outlook)
2. ท่าทีของประเทศอาเซียนต่อการเจรจาการค้าในข้อตกลงการค้าเสรี RCEP
 
ซึ่งทั้งสองเรื่องถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องเดียวกันเพราะอาเซียนซึ่งเป็นความร่วมมือของทั้ง 10 ประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้คือทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการเชื่อมโยง 2 มหาสมุทร นั่นคือ มหาสมุทรแปซิฟิคทางตะวันออก และมหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตก โดยแท้จริงแล้วทุกครั้งที่เราเขียนคำว่า อินโด-แปซิฟิค เครื่องหมาย – ตรงกลางระหว่าง 2 มหาสมุทรก็คือ อาเซียน นั่นเอง ด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ อาเซียนจึงมีแต้มต่อทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-Economics) ในห้วงเวลาที่มหาอำนาจทั่วโลกกำลังดำเนินยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค
 
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิคเป็นคำใหม่ที่พึ่งจะถูกใช้ในราว 10-12 ปีมานี้ โดย Gurpreet s. Khurana นักยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการบริหารสถาบัน New Delhi National Marine Foundation แห่งประเทศอินเดีย โดยเขาพิจารณาว่าหลังจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนในปลายทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกาก็ต้องการทำนโยบายที่จะขยายอิทธิพลและความร่วมมือเข้ามาในภูมิภาค ทำให้เกิดคำว่า "เอเซีย-แปซิฟิค” ดังนั้นเมื่ออินเดียเริ่มต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจก็คงจะต้องให้ความสนใจกับ "อินโด-แปซิฟิค” มากยิ่งขึ้น
 
และความคิดของ Khurana ก็ถูกต้อง เมื่อจีนต้องการกลับมาทวงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก (ซึ่งจีนเป็นมาตลอดตั้งแต่ ค.ศ. 1 ถึง กลางศตวรรษที่ 19 เมื่อจีนแพ้สงครามกับยุโรป) โดยจีนเรียกเป้าหมายของการพัฒนาขึ้นมาเป็นจีนที่ทันสมัยและล้างอายจากศตวรรษแห่งความอัปยศ (ค.ศ.1839-1949) ให้ได้ในวาระครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ.1949-2049) นี้ว่า "ความฝันของจีน, China Dream, 中国梦”
 
การปฏิรูปของจีนตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 2 ส่งผลให้จีนเริ่มเปิดประเทศสู่ตลาดการค้าในทศวรรษ 1990 จีนรับรู้และเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกที่สหรัฐวางเกมส์เอาผ่านการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และพอถึงปลายทศวรรษ 2000 จีนก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว และต้องการเครื่องมือการปฏิรูปใหม่เพื่อบรรลุความฝันของจีน
 
หลังปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงปลายของผู้นำรุ่นที่ 4 Hu Jintao ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ผู้นำรุ่นที่ 5 Xi Jinping ช่วงนั้นเป็นช่วงที่จีนได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากวิกฤตเศรษฐกิจ Sub-Prime ในสหรัฐและในยุโรป วิกฤตในสหรัฐและยุโรปทำให้กำลังซื้อตกต่ำ และในเมื่อกว่า 80% ของ GDP ของจีนในขณะนั้นขึ้นกับการส่งออก และตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนก็คือสหรัฐและยุโรป นั่นทำให้จีนเจอภาวะถดถอยในอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออก จนนำไปสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2009/2010 ภายใต้นโยบาย New Normal (新常态)
 
ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าว จีนตั้งเป้าหมายไว้ 2 เป้าหมาย นั่นคือ 1) การลดการพึ่งพาการส่งออก และกำหนดเป้าหมายให้มากกว่า 60% ของผลผลิตที่ผลผลิตในจีน (GDP) ต้องถูกบริโภคภายในประเทศ และ 2) จีนต้องหาคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่พึ่งพาแต่เฉพาะสหรัฐและยุโรป โดยข้อที่ 2 ทำให้เกิดการเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road: OBOR) ( 一带一路) ซึ่งในภายหลังถูกเรียกใหม่ในชื่อ ความริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) โดย BRI คือการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าจากจีนสู่คู่ค้าใหม่ ตลาดกระจายสินค้าใหม่ และแหล่งทรัพยากรใหม่ ในทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป
 
ในขณะที่ข้อ 1 เพื่อเสริมสร้างให้การบริโภคภายในประเทศกลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จีนต้องทำ 2 เรื่อง นั่นคือ 1) ต้องทำให้คนจีนรวยขึ้น ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2009 (และนั่นทำให้ไทยได้อานิสงฆ์นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวในไทย) และ 2) คนจีนที่รวยขึ้นเหล่านั้นจะกินของจีน ใช้ของจีนก็ต่อเมื่อ พวกเขาเห็นว่า สินค้าจากจีนเป็นสินค้าคุณภาพสูง นั่นทำให้เกิดนโยบาย Made in China 2025 (中国制造2025) ที่ทางการจีนพยายามยกระดับ ล้างภาพลักษณ์ของสินค้าจีน ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ เป็นสินค้าปลอม ให้สินค้าจีนกลายเป็นสินค้าคุณภาพสูงให้ได้สำเร็จในปี 2025 ผ่านการสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยทางการจีนให้สิทธิพิเศษทางการลงทุนในเงื่อนไขที่ดีที่สุดกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยทำตามนโยบายของจีนที่ต้องการการพัฒนาคนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีน นั่นทำให้เราได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในจีนและจับตาจับใจผู้บริโภคอย่างยิ่ง อาทิ โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยP30Pro ที่ Zoom ได้ 50 เท่า ด้วยอุปกรณ์ของ Sony (ญี่ปุ่น) ผนวกกับเทคโนโลยีของ Laica (เยอรมัน) และในปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนม สินค้าคุณภาพสูงจำนวนมากก็ผลิตจากประเทศจีน
 
อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่าสงครามการค้าที่ขยายผลลุกลามกลายเป็นสงครามเทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี้คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐก็ต้องเร่งควบคุมการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน แต่ผู้นำคนไหนจะเลือกใช้วิธีการอย่างไรก็เท่านั้นเอง จะใช้วิธีการเจรจาเพื่อวางกฎระเบียบการค้าการลงทุนในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอย่าง Obama หรือจะทำสงครามใช้มาตราการกีดกันทางการค้าอย่างกรณีของ Trump ก็เป็นเรื่องนี้สหรัฐต้องทำ เพื่อรักษาสถานะมหาอำนาจผู้ควบคุมระเบียบโลกของตน
 
นโยบาย Made in China 2025 ครอบคลุมภาคการผลิตที่จีนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ อันได้แก่ Information technology, Numerical control tools and robotics, Aerospace equipment, Ocean engineering equipment and high-tech ships, Railway equipment, Energy saving and new energy vehicles, Power equipment, New materials, Medicine and medical devices และ Agricultural machinery ซึ่งหลายภาคการผลิตเหล่านี้สามารถต่อยอดทางการทหาร โดยเฉพาะการผลิตอาวุธได้ และจีนยังตั้งข้อแม้ด้วยว่า หากนักลงทุนต่างชาติรายใดก็ตามเข้ามาลงทุนในภาคการผลิตเหล่านี้ในจีน จีนจะเปิดตลาดขนาดประชากร 1.4 พันล้านให้ พร้อมกับการสนับสนุนการลงทุนในเงื่อนไขที่ดีที่สุด บนข้อแม้ที่ว่า ผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านั้นต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีของตนให้กับจีนด้วย ดังนั้นการออกนโยบายตอบโต้ Made in China จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐ และเป็นการป้องกันไม่ให้สหรัฐศูนย์เสียสถานะผู้จัดระเบียบโลกด้านความมั่นคง
 
ความพยายามในการยับยั้งและจำกัดการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนมีมาก่อนหน้าสมัยของประธานาธิบดี Trump แล้ว เช่น ในสมัยของประธานาธิบดี Obama เครื่องมือหลักที่ใช้คือข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership Agreement (TPP) แต่ในกรณีของ Trump เขาไม่ต้องการใช้ TPP เพราะเขาพิจารณาว่า ข้อตกลงที่มีหลายประเทศในระดับภูมิภาคเช่นนี้มีความยุ่งยากและมีต้นทุนที่สูงเกินไปในการที่สหรัฐจะต้องไปเจรจาและยอมผ่อนปรน ลดหย่อน และให้สิทธิประโยชน์กับหลายๆ ประเทศ Trump คือคนที่มองว่าการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้าจะสามารถทำได้ง่ายและมีต้นทุนที่ต่ำกว่า หรือแม้แต่การใช้นโยบายในลักษณะฝ่ายเดียว (Unilateral) ก็จะเป็นประโยชน์กับสหรัฐมากกว่า เราจึงเห็นการประกาศสงครามการค้า
 
นอกจากสงครามการค้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สหรัฐต้องทำคือการปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนในพื้นที่จริง ซึ่งเริ่มต้นโดยการยกระดับกองเรือที่ 7 "เอเชีย-แปซิฟิค” กองเรือรบของสหรัฐที่ประจำการอยู่ในภาคพื้นมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประกอบไปด้วย เรือรบ 70 ลำ เครื่องบินรบ 300 ลำ และทหารอากาศและทหารเรือมากกว่า 40,000 นาย ให้กลายเป็นกองเรือที่ 7 "อินโด-แปซิฟิค”
 
ตามมาด้วยการสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่เป็นแนวร่วมในการปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิผลของจีน โดยได้รือฟื้นความสัมพันธ์เก่าที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2007 ในนาม Quadrilateral Security Dialogue (QSD) หรือ the Quad อันประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย
 
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสหรัฐเดินเกมส์ผิดพลาด ประกาศสงครามการค้ากับจีนในเดือนกรกฎาคม 2018 ประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบที่เลวร้ายเป็นอันดับ 2 รองจากจีน กลับกลายเป็นมิตรประเทศของสหรัฐอย่าง ญี่ปุ่น ไปแทน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2018 และสร้างสรรค์ข้อตกลงกับจีนในการจับมือกันเพื่อไปลงทุนในประเทศที่ 3 นั่นเท่ากับสหรัฐได้เสียแนวร่วมญี่ปุ่นในการปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิพลของจีนไปเสียแล้ว
 
ล่าสุด สหรัฐยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences: GSP) ที่เคยเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตราต่ำกับสินค้านำเข้าจากประเทศอินเดีย นั่นเป็นการสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับรัฐบาลอินเดีย เพราะเท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐไม่ได้รับรู้เลยว่าใครคือมิตรแท้ของสหรัฐในภูมิภาคเอเซียใต้ท่ามกลางสงครามการปราบปรามผู้ก่อการร้ายของสหรัฐ
 
จะเห็นได้ว่านาทีนี้ อินโด-แปซิฟิค ที่มีอาเซียนตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลาง กลายเป็นเวทีประลองกำลังของมหาอำนาจเก่าคือสหรัฐ และมหาอำนาจเก่ากว่าที่ต้องการกลับมาทวงบัลลังก์ นั่นคือ จีน แน่นอนว่าอาเซียนมีทั้งสมาชิกที่ในอดีตเคยเป็นมหามิตรและศัตรูคู่อาฆาตกับสหรัฐ และในปัจจุบันต่างก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าของสหรัฐ แต่ก็ยังหวังผลประโยชน์ในทางการค้าการลงทุนและการพึ่งพิงเทคโนโลยีของสหรัฐ
 
ในทางกลับกันประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับจีน บางประเทศเคยเป็นมิตรกับจีน บางประเทศก็เคยเป็นศัตรูกับจีน บางประเทศก็ขัดแย้งกับจีนเพราะเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง เช่น กรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ แต่ทุกประเทศก็พึ่งพาจีนในฐานะที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตในระดับโลก (Global Value Chains: GVCs) เดียวกัน และตลาดจีนก็เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่หอมหวานอย่างยิ่ง
 
ด้วยเหตุผลที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เองทำให้ ทุกประเทศทั่วโลกต่างก็ต้องจับตาว่าท่าทีของผู้นำอาเซียนต่อยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค(Indo-Pacific Outlook) จะเป็นอย่างไร และท่าทีนี้ก็คงจะต้องถูกนำเสนออีกครั้งโดยนายกรัฐมนตรีของไทยในเวทีการประชุมของกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่20 ประเทศ หรือ G-20 ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
 
และท่ามกลางสงครามการค้าและการแข่งขันระหว่างการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการปิดล้อมการขยายอิทธิพลนี้เอง อาเซียนและประเทศคู่เจรจาหลักอีก 6 ประเทศก็ต้องการอย่างยิ่งที่จะมีข้อตกลงทางการค้าเสรีเพื่อแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมว่าทั้งประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจาหลักคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ยังคงสนับสนุนการค้าเสรีและเป็นธรรมในระดับโลก นั่นจึงเป็นที่มาของการกำหนด ท่าทีของประเทศอาเซียนต่อการเจรจาการค้าในข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งควรจะหาข้อสรุปไปได้แล้วตั้งแต่ปี 2015 แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนถึงปัจจุบัน แต่จากการที่ตัวผมเองได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากับผู้ที่มีโอกาสร่วมวงเจรจาข้อตกลงการค้าฉบับนี้ เราได้เห็นท่าทีในแง่บวกเพิ่มขึ้นอย่างมากจากประเทศสมาชิกบางประเทศที่เดิมอาจจะยังไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจา RCEP มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากแรงกดดันของสงครามการค้าก็เป็นไปได้ที่ทำให้บางประเทศกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง และนักวิชาการและผู้เจรจาหลายท่านก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าภายในปีนี้ ที่ไทยเป็นประธานการประชุมสุดยอด RCEP ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถ้าเราไม่ได้เห็นการลงนามในข้อสรุปของข้อตกลงการค้าเสรี RCEP อย่างน้อยเราก็คงจะได้เห็นว่าข้อบทที่เจรจายากๆ อาทิ การลดอัตราภาษี การยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้า การเปิดตลาด น่าจะสามารถตกลงกันได้
 
นอกจากเรื่อง อินโด-แปซิฟิค และ RCEP แล้วอีกเรื่องที่ประชาคมโลกจับตามองเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ประเด็นสถานการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่ ของประเทศเมียนมา ประเด็นแรกสุดที่เราเห็นก็คือ อาเซียนหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า โรฮิงญา แต่เลือกที่จะใช้คำว่า สถานการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่แทน ทั้งนี้เนื่องจากทางการเมียนมาไม่เคยยอมรับการมีตัวตนของคนกลุ่มนี้และเรียกคนกลุ่มนี้ว่า เบงกาลี และประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง นั่นทำให้เราเชื่อได้ว่า ด้วยหลักการการไม่แทรกแซงกิจการภายใน และด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของอองซาน ซูจี ทางการเมียนมาที่ต้องทำงานร่วมกับกองทัพ และดำรงอยู่ได้เพราะปัจจัยเดียวคือการสนับสนุนของประชาชนชาวพม่า (ซึ่งก็ไม่ต้อนรับชาวโรฮิงญาด้วยเช่นกัน) นั่นทำให้อองซานซูจีเองคงไม่ต้องการนำเอาประเด็นนี้เข้ามาหารืออย่างเป็นทางการในเวทีประชุมผู้นำอาเซียน แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาเราเห็นการลงพื้นที่ของเลขาธิการอาเซียน เราเห็นตัวแทนของฝ่ายไทยคืออาจารย์ สุรเกียรติ์ เสถียรไทยลงพื้นที่ และได้เห็นทางการเมียนมาเริ่มต้นกระบวนการนำคนเหล่านี้กลับเข้าพื้นที่ เราก็ได้แต่หวังว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน พวกเราคงจะได้รับรู้ว่า ผู้นำอาเซียนคงจะหารือเพื่อหาทางออกในประเด็นเหล่านี้อย่างไม่เป็นทางการ อย่างน้อยถึงปัญหาจะไม่จบ แต่เชื่อว่าก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
 
ถ้าผมเป็นผู้นำอาเซียนสิ่งที่ผมจะเสนอ ถึงแม้จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่ผมจะเสนอให้อาเซียนอนุญาตให้นำอุปกรณ์ยังชีพ ช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ ที่เรามีเก็บไว้อยู่แล้วใน2. คลังเก็บสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยของอาเซียนในประเทศไทย (Disaster Emergency Logistics System for ASEAN: DELSA) และให้บุคลากรทางการแพทย์จากศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน (ASEAN Center of Military Medicine: ACMM) เดินทางไปช่วยเหลือชาวโรฮิงญา-เบงกาลีเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ในรัฐยะไข่ หากแต่เป็นที่ Cox’s Bazaar ในประเทศบังกลาเทศที่พวกเขาอพยพไปอยู่ เราต้องไปช่วยเหลือพวกเขา ให้พวกเขารู้ว่า แม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นประชาชนเมียนมา แต่เขาเป็นประชาชนอาเซียน และอาเซียนจะดูแลลพวกเขา
 
นอกจากนั้นแล้วเรื่องอื่นๆ ที่เราจะเห็นจากการประชุมครั้งนี้คือ การประชุมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Green Meeting) เราจะไม่ได้เห็นขวดน้ำพลาสติก เราจะได้เห็นการใช้วัสดุรีไซเคิลในการจัดการประชุม และเราจะได้เห็นข้อตกลงต่างๆ ที่จะออกมาดังนี้ แนวทางการปฏิบัติของอาเซียนต่อปัญหาขยะและสิ่งปฏิกูล
 
 
-· แนวทางการปฏิบัติของอาเซียนต่อปัญหาขยะและสิ่งปฏิกูลในท้องทะเล (ASEAN Framework of Action on Marine Debris) ซึ่งจะนำไปสู่การลงนามใน Bangkok Declaration on Combating Marine Debris in ASEAN Region
-· แถลงการณ์เชียงใหม่ของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES: Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora)ที่ว่ามาตรการตอบโต้การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย (Chiang Mai Statement of ASEAN Ministers Responsible for CITES and Wildlife Enforcement on Illegal Wildlife Trade)
-หลักการและข้อตกลงเกี่ยวกับเครือข่ายสมาคมอาเซียนในแต่ละประเทศสมาชิก (Concept Note and Terms of Reference for the Network of ASEAN Associations of ASEAN State Members) โดยสมาคมอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของภาครัฐและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความร่วมมือของอาเซียนในด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และช่วยทำให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ของอาเซียนที่มีต่อการดำเนินชีวิต ทั้งยังมุ่งหวังที่จะเป็นช่องทางให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างประชาคมอาเซียนอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ผ่านการดำเนินกิจกรรมของสมาคมฯ ที่จะเป็นเวทีเปิดกว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับอาเซียนจากภาคประชาชนทุกระดับวัย และจากหลากหลายสาขาอาชีพ
-· ผลการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน เพื่อการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานในทุกภาคส่วนของสังคม และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ASEANLabour Ministers’ Statement on Future Work: Embracing Technology for Inclusive and Sustainable Growth)
-· รายงานของเลขาธิการอาเซียนเรื่องผลการดำเนินงานของอาเซียนที่ผ่านมา (Report of the Secretary General of ASEAN on ASEAN Work)
-· รายงานของผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียนเรื่องผลการดำเนินงานที่ผ่านมา (Report of Executive Director of the ASEAN Foundation) โดยมูลนิธิอาเซียน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้าง จิตสำนึกของความเป็นอาเซียนในหมู่ประชาชน และเพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรม/โครงการเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สื่อ รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกอาเซียนอย่างเท่าเทียมกัน
-· รายงานผลการดำเนินการของ ประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียน (Report of APSC Council)
-· รายงานผลการดำเนินการของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Report of AEC Council)
-· รายงานผลการดำเนินการของ ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (Report of ASCC Council)
-· แถลงการณ์วิสัยทัศน์อาเซียนต่อการเป็นพันธมิตรในการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ASEAN Leaders’ Vision Statement on Partnership for Sustainability)
-· แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนต่อ ปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน 2019 (ASEAN Leaders’ Statement on the ASEAN Cultural Year 2019)
และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นที่กรุงเทพ ในระหว่างวันที่ 20-23 มิถุนายน 2019
 
 
 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์