หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> รอบรู้อาเซียนทั่วไป
เมืองอัจฉริยะอาเซียน 26 เมือง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยใช้เทคโนโลยี เป็นตัวขับเคลื่อน

18 มิถุนายน 2019 (จำนวนคนอ่าน 955)

โครงการเมืองอัจฉริยะอาเซียน ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการหลังมีข้อมติจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2561 ณ ประเทศสิงคโปร์ ให้เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในอาเซียนให้มีความก้าวหน้าทันสมัยและยั่งยืน ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาเมืองร่วมกัน
 
โดยกำหนดให้ 26 เมืองใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นเมืองเครือข่ายนำร่องสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ บันดาร์ เสรีเบกาวัน กรุงเทพมหานคร บันยูวังงี พระตะบอง เซบู ชลบุรี ดานัง ดาเวา จาการ์ตา ฮานอย โฮจิมินห์ ยะโฮร์บาห์รู โกตากินะบะบู กัวลาลัมเปอร์ กูซิง หลวงพระบาง มะกัสซาร์ มัณฑะเลย์ มะนิลา เนปิดอว์ พนมเปญ ภูเก็ต เสียมราฐ สิงคโปร์ เวียงจันทน์ และย่างกุ้ง
 
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกับฝ่ายสิงคโปร์ เพื่อหารือการเตรียมการเป็นประธานเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASEAN Smart Cities Network: ASCN) ของหน่วยงานไทย โดยมีนายสุริยา จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียน เป็นประธานผู้เข้าร่วมจากฝ่ายสิงคโปร์ ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ และผู้แทนกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ และจากฝ่ายไทย ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม
 
การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน
มีความต่อเนื่องและพลวัต ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย ในปี 2562 โดยได้มีการแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติในปีที่ผ่านมา และแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้
 
เครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอาเซียน โดยใช้เทคโนโลยี เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งไทยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันมิติด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม และการเป็นประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในการพัฒนาเครือข่ายฯ ในช่วงการเป็นประธานของไทย
 
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ร่วมกับ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน จัดประชุมเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน หรือ "ASEAN Smart Cities Network(ASCN)” Roundtable meeting พร้อมดึง 26 เมืองชั้นนำใน 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน อาทิ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา สิงคโปร์ เพื่อหารือสาระสำคัญในการจัดตั้งกลุ่มภาคีเครือข่ายเมืองอัจฉริยะ (ASEAN Smart City Network) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคอาเซียน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมแก้ไขการเจริญเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความแออัดและความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองกับชนบท
 
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DE) ระบุว่า การสร้าง Smart City ไม่ใช่เป็นเพียงเมืองที่มีเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะเป็นเมืองที่ทำให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุข และสะดวกสบาย
 
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเมืองมีระบบสาธารณูปโภคที่เหมาะสมกับการชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง , เทคโนโลยี internet of Things และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (A.I.)
 
ในปัจจุบันประเทศไทยต้องการที่จะเปลี่ยนฐานจากยุคอนาล็อกไปสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนของรัฐบาลเพราะฉะนั้นหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัล คือ การปูพื้นฐานเพื่อที่จะทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ก้าวสู่การเป็นกระทรวงที่ทำงานแบบดิจิทัลได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลฯ มีการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของระบบ tele-madicine สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการส่งข้อมูลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดเล็กไปยังแพทย์เฉพาะทางได้อย่างรวดเร็วขึ้นและทันท่วงที และการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะขายสินค้าและผลิตภัณฑ์บนโลกดิจิทัลได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้ชาวบ้านโดยการจ่ายเงินผ่านดิจิตอลเพื่อจะเป็นพร้อมเพย์และ Mobile Banking
 
ขณะเดียวกันการพัฒนาเพื่อที่จะก้าวไปสู่ เมืองอัจฉริยะก็จะต้องก้าวไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน ซึ่งในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ ในฐานะประธานอาเซียน ได้ให้ความช่วยเหลือเมืองหลวงต่างๆ เพื่อที่จะก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแก้ไขปัญหาของเมือง และการเผยแพร่กรณีศึกษาต่างๆ โดยในปีที่ผ่านมา อาเซียนได้มีโอกาสช่วยเหลือเบื้องต้นกับเมืองที่มีความต้องการที่จะเป็น smart City เช่น กรุงเวียนนา
 
โดยแผนของ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic community)” จนถึงปี ค.ศ. 2025 กลุ่มสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะมีการให้ความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งด้านนวัตกรรมและด้านอุตสาหกรรม แล้วจะมีการรวมตัวกันเพื่อที่จะทำการค้าและการต่อรองกับกลุ่มประเทศอื่นทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น
 
ดังนั้น จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มสมาชิกที่จะทีการร่วมมือกัน ด้านระบบความปลอดภัยทางเทคโนโลยี(Cyber Security) , การเชื่อมต่อกันในเรื่องของข้อมูลต่างๆ , การสร้าง Digital community และร่วมมือกันระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น
 
สำหรับประชาคมอาเซียน ก่อนหน้านี้มีการกำหนดแนวทางต่างๆ ไว้บ้างแล้วแต่ขณะนี้ถึงเวลาที่จะต้องทำการกำหนดต่อ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในอนาคต ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ของประเทศไทย ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติของไทยในขณะนี้ คือ การสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เท่าทันโลก ซึ่งการที่จะก้าวไปสู่สังคมที่เท่าได้จำเป็นที่จะต้องนำ เอารูปแบบนโยบายที่ล้าหลังในอดีต มาเปลี่ยนแปลงไปสู่นโยบายที่ยั่งยืน
 
ประกอบด้วย ความปลอดภัยทางเทคโนโลยี (Cyber Security) ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เพิ่งมีการประกาศใช้ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา การจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยด้านเทคโนโลยี , หน่วยตอบโต้ฉุกเฉินความมั่นคงด้านเทคโนโลยี และการรวมตัวกันเพื่อเรียนรู้ความปลอดภัยทางด้านเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น
 
ขณะที่ไทยก็จะต้องมีสาธารณูปโภคบนโลกดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นการสร้างชุมชนออนไลน์ภายในภูมิภาค , การติดตั้งสายเคเบิลเพื่อส่งต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และเชื่อมต่อกับภูมิภาคอื่นบนโลก รวมทั้งมีรัฐบาลดิจิทัล โดยข้าราชการต่างๆจะต้องมีการเปลี่ยนความคิดใหม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก(Big Data) , การสร้างศูนย์ข้อมูลกลางของรัฐบาล(Government Data Service) , การสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลส่วนกลางของรัฐบาล(Government Cloud Storage) และการบริการเบ็ดเสร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ (Digital Government One-Stop-service)
 
ดร.พิเชฐ กล่าวต่ออีกว่า ไทยเรามีนโยบายที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้าง หลังหน่วยงานใดที่ต้องการข้อมูลต่างๆในการปรับสู่การทำงานแบบดิจิทัลเต็มตัว ก็จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและเข้าไปช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆเหล่านี้ ล่าสุดประเทศไทยจะมีการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data) แล้ว ขณะที่มีการก้าวไปสู่ประเทศดิจิทัล ก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยการให้ความรู้เท่าทันสื่อของประชาชน การสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัฃ เพื่อส่งเสริมบุคลากรที่ทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล
 
ในอนาคตไทยมีแผนการส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมต่างๆที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นสถาบันที่ดูแลเรื่อง Internet of Things , บัตรประชาชนดิจิทัล และ smart cities
 
ขณะที่ความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ด้านกฎหมายก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ และประเทศไทยจะต้องมีการปรับปรุงไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในเรื่องของความปลอดภัย ทางเทคโนโลยี , การปกป้องข้อมูล , บัตรประชาชนดิจิทัล และการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลรัฐบาลดิจิตอล ซึ่งอนาคตประชาคมอาเซียนจะมีการเชื่อมต่อกันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตใต้น้ำ , การเปิดกว้างในด้านการทำงานระหว่างประเทศของแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล และความร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆในการพัฒนาเทคโนโลยีไปพร้อมๆกัน
 
ด้าน ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือ DEPA ระบุว่า การการพูดคุยกันในการประชุมครั้งนี้ของสมาชิกอาเซียน คือ การบรรจุปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและนำมาพูดคุยกัน ขณะที่อีกหนึ่งสิ่งที่ประเทศไทยนำเข้ามาในครั้งนี้ คือการแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างยั่งยืนและการขยายเมืองอย่างมีรูปแบบเดียวกันทั้งภูมิภาค มีการแบ่งปันประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆของแต่ละเมือง เพื่อนำไปเป็นกรณีศึกษาและการแก้ไขปัญหา จากเดิมที่จะมี 26 เมืองนำร่องในอาเซียนก็สามารถที่จะขยายไปยังเมืองอื่นๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะจะต้องเป็นจังหวัดหรือเป็นอำเภออาจสามารถเป็นชุมชนที่มีประชากรมากระดับหนึ่งจนสามารถที่จะนำไปพัฒนาได้
 
ด้าน Dr.Mary Wong Lai Lin รองเลขาธิการ ด้านนโยบาย กระทรวงด้านที่อยู่อาศัยและองค์การบริหารส่วนภูมิภาค ประเทศมาเลเซีย มองว่าการ ได้รับเชิญเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการประชุม ASEAN Smart City ของภาคีเครือข่ายเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลรวมถึงการให้ความร่วมมือในด้านต่างๆทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและผลออกมาก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ขณะที่เมือง Smart City ของประเทศมาเลเซีย มี 4 เมือง เช่น กัวลาลัมเปอร์ , เมืองโจโฮ บารู เป็นต้น
 
ขณะที่ความแตกต่างของประเทศมาเลเซีย คือ ประเทศมาเลเซียล้อมรอบด้วยทะเล ดังนั้น ประเทศมาเลเซียพยายามที่จะหาปัญหาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดย การพูดคุย ขอคำปรึกษา และศึกษาการแก้ไขปัญหาต่างๆในแต่ละพื้นที่ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้านจราจรด้วยไฟจราจรอัจฉริยะ
 
ขณะที่หนึ่งในโครงการที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน คือ เทคโนโลยีที่สามารถระบุว่ารถเมล์จะมาเมื่อไหร่ รถเมล์เต็มหรือไม่เพื่อให้ผู้โดยสารทราบว่าเขาควรจะวิ่งหาที่ไปรถเมล์หรือมีเวลาให้ปฏิบัติภารกิจอื่นก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดเมืองอัจฉริยะได้เช่นกัน
 
ดร.พิเชฐ กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับประเทศไทยมีเมืองที่เป็น smart City แล้ว 3 เมืองได้แก่ ภูเก็ต , ศรีราชา และกรุงเทพฯ ซึ่งเมืองอัจฉริยะเหล่านี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นจังหวัดอย่างเดียว แต่ก็สามารถเป็นเมือง หรือเป็นตำบลก็ได้
 
สำหรับประเทศไทยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเมืองที่เป็น Smart City รูปแบบเดียวกันกับทุกเมืองซึ่งบางเมืองอาจจะเป็น Smart City ด้านการท่องเที่ยว หรือด้านเทคโนโลยีก็ได้
 
ตัวอย่างของภูเก็ตในการเป็น Smart City ที่ประเทศไทยจะนำมาพูดคุยในการประชุมครั้งนี้และเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆสมาชิกนั้นก็ คือ การร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนรวมถึง การปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่างๆภายในภูเก็ต โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการภายในภูเก็ตเอง เพื่อออกมาวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ จากภาคเอกชนและส่งต่อปัญหาให้ รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ อนาคตจะมีการนำ Smart bus โดยมีบัตรเงินสดในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
 
นอกเหนือจากระบบขนส่งสาธารณะ และเทคโนโลยีต่างๆที่จะทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย ในการเป็น smart City อีกหนึ่งสิ่งที่จะเข้ามามีผลนั่นก็ คือ เทคโนโลยีที่จะสามารถทำให้ บุตรหลานสามารถดูแลผู้ปกครองได้แม้จะอยู่ห่างไกล เช่น เมื่อผู้สูงวัยภายในบ้านอาศัยอยู่ภายในบ้านเพียงคนเดียว บุตรหลานสามารถเข้ามาดูภาพในระบบกล้องวงจรปิด เพื่อเฝ้าระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุภายในบ้านได้
 
 
ข้อมูล: กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม www.money2know.com
อินโฟกราฟิก ส่วนอาเซียน กปส.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์