หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
“พาณิชย์” เกาะติดอียู-ยูเคจัดสรรโควตาประมง ยันไทยต้องได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม

6 มิถุนายน 2019 (จำนวนคนอ่าน 264)

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์การถอนตัวของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับแก้ไขตารางข้อผูกพันภาษีที่ไทยและประเทศอื่นจะได้รับการจัดสรรจากสหภาพยุโรป (อียู 27 ประเทศ) และยูเคภายหลังจาก Brexit ซึ่งล่าสุดอียูได้ออกประกาศระเบียบการจัดสรรโควตา Regulation (EU) 2019/216 กำหนดสัดส่วนโควตาระหว่างอียู 27 ประเทศ และยูเคแล้ว โดยสัดส่วนโควตาที่จัดสรรภายใต้กฎระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ภายหลังจาก Brexit
 
สำหรับรายละเอียดการจัดสรรโควตาในส่วนของสินค้าประมงที่ไทยสามารถใช้ได้ ได้แก่ ปลาซาร์ดีนแปรรูป เดิมกำหนดโควตาที่ได้รับการจัดสรรเป็นการเฉพาะรายประเทศ (CSQ) สำหรับอียู 28 ประเทศ 1,410 ตันต่อปี และโควตาตารวมทุกประเทศ (Erga Omnes) ซึ่งไทยสามารถใช้ได้ จำนวน 865 ตันต่อปี ปรับใหม่เป็นประเภท CSQ อียู 27 ประเทศ 123 ตัน ยูเค 1,287 ตัน และประเภท Erga Omnes อียู 27 ประเทศ 631 ตัน ยูเค 234 ตัน เก็บภาษีในโควตา 0% นอกโควตา 25%, ปลาทูน่าแปรรูป เดิมอียู 28 ประเทศ ประเภท CSQ 1,816 ตัน ประเภท Erga Omnes 742 ตัน ปรับใหม่คงเดิมทั้ง 2 ประเภท เก็บภาษีในโควตา 0% นอกโควตา 24%, ปลาแปรรูป เดิมกำหนดโควตาประเภท Erga Omnes จำนวน 200 ตัน ใหม่คงไว้เหมือนเดิม เก็บภาษีในโควตา 0% นอกโควตา 15% และกุ้งแช่แข็ง เดิมกำหนดโควตาประเภท Erga Omnes จำนวน 500 ตัน ใหม่อียู 27 ประเทศ 474 ตัน และยูเค 26 ตัน ภาษีในโควตา 0% นอกโควตา 20%
 
"จากการที่กรมฯ ได้พิจารณาสถิติการส่งออกของไทย ประกอบกับการจัดสรรโควตาภายใต้กฎระเบียบดังกล่าวจะเห็นว่าสัดส่วนการแบ่งโควตาในสินค้าปลาซาร์ดีนแปรรูปและปลาทูน่าแปรรูประหว่างอียู 27 ประเทศและยูเคสอดคล้องกับสถานการณ์ส่งออกของไทย แต่สินค้าปลาแปรรูปและกุ้งแช่แข็ง ที่ผ่านมานำเข้าจากไทยน้อย แต่คาดว่าในอนาคตไทยจะมีโอกาสและศักยภาพในการส่งออกสินค้าดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันอียูได้ปลดใบเหลือง IUU ให้ไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ทำให้ประเทศคู่ค้ามั่นใจว่าสินค้าประมงไทยมาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย ปราศจาก IUU”
 
ทั้งนี้ สถิติการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยในปี 2561 (ม.ค.-ธ.ค.) พบว่า อียู 27 ประเทศ นำเข้าปลาซาร์ดีนแปรรูปจากไทยเป็นอันดับ 3 ปริมาณ 42 ตัน สัดส่วนร้อยละ 1.1 ของการนำเข้าจากทั่วโลก (นำเข้าจากโมร็อกโกเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนร้อยละ 91) นำเข้าปลาทูน่าแปรรูปจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 5,094 ตัน สัดส่วนร้อยละ 21 ของการนำเข้าจากทั่วโลก นำเข้ากุ้งแช่แข็งจากไทยเป็นอันดับ 13 ปริมาณ 1,402 ตัน สัดส่วนร้อยละ 1.6 ของการนำเข้าจากทั่วโลก (นำเข้าจากเวียดนามเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนร้อยละ 25) และนำเข้าปลาแปรรูปจากไทยเป็นอันดับ 13 ปริมาณ 299 ตัน สัดส่วนร้อยละ 1.2 ของการนำเข้าจากทั่วโลก (นำเข้าจากตุรกีเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนร้อยละ 19) ส่วนยูเคนำเข้าปลาซาร์ดีนแปรรูปจากไทยเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 104 ตัน สัดส่วนร้อยละ 52 ของการนำเข้าจากทั่วโลก นำเข้าปลาทูน่าแปรรูปจากไทยเป็นอันดับ 9 ปริมาณ 8 ตัน สัดส่วนร้อยละ 0.4 ของการนำเข้าจากทั่วโลก (นำเข้าจากมอริเซียสเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนร้อยละ 77) นำเข้ากุ้งแช่แข็งจากไทยเป็นอันดับ 7 ปริมาณ 1,434 ตัน สัดส่วนร้อยละ 4 ของการนำเข้าจากทั่วโลก (นำเข้าจากเวียดนามเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนร้อยละ 25) ทั้งนี้ ไม่มีการนำเข้าปลาแปรรูปจากไทยในช่วงเวลาดังกล่าว
 
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยอยู่ระหว่างการเจรจาหารือการจัดสรรโควตาภายใต้กฎระเบียบดังกล่าวกับอียูและยูเค เพื่อให้ไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุด โดยกรมฯ จะมีการติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หากมีความคืบหน้าจะรีบแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบทันที และขอให้ผู้ส่งออกสินค้าประมงไทยมั่นใจว่าการจัดสรรโควตาใหม่ของอียู 27 ประเทศ และยูเค จะเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าที่เกิดขึ้นจริง และไทยได้รับปริมาณโควตารวม ทั้งจากอียู 27 ประเทศ และยูเครวมกันไม่น้อยกว่าโควตาเดิมที่ไทยได้รับจากอียู 28 ประเทศในปัจจุบัน
 
 
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์