หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
“ทรัมป์-สี จิ้น ผิง” ยุติสงครามการค้าชั่วคราว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและส่งออกไทย

6 ธันวาคม 2018 (จำนวนคนอ่าน 416)

"พาณิชย์” ประเมิน "ทรัมป์-สี จิ้น ผิง” ยุติสงครามการค้าชั่วคราว 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจา ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก การค้า การลงทุนดีขึ้น ลดความผันผวนในตลาดทุนและตลาดเงิน และยังส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัตถุดิบส่งไปจีน แต่ยังต้องจับตาการขึ้นภาษีกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างไต่สวน จะยังใช้ต่อหรือชะลอออกไป เหตุมีผลกระทบกับไทยด้วย
 
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐฯ และจีนสามารถเจรจายุติการปรับขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 โดยได้ขยายเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างกันว่า ผลที่เกิดขึ้นได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและการส่งออกสินค้าของไทย โดยสามารถลดบรรยากาศความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากผลของสงครามการค้า อีกทั้งยังช่วยให้เสถียรภาพทางด้านการค้าและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ช่วยลดความผันผวนในตลาดทุน และตลาดเงิน เพราะการที่เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น จะสนับสนุนให้การค้าโลกขยายตัว และเป็นผลบวกต่อการส่งออกของไทย
 
"การส่งออกไทยมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าขั้นกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตของจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามการค้า หากปัญหาความขัดแย้งคลี่คลายก็จะช่วยให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นและสนับสนุนให้การส่งออกไทยขยายตัวได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8%”
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความก้าวหน้า เป็นสัญญาณที่ดีว่าสงครามการค้ามีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลในประเด็นการขึ้นภาษีสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนตามมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure) กับทุกประเทศ โดยต้องจับตาว่าสหรัฐฯ จะชะลอหรือเดินหน้าบังคับใช้มาตรการดังกล่าว เพราะประเทศที่เข้าข่ายอาจโดนมาตรการไม่ได้มีเพียงจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไทยด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป สำหรับผลการเจรจายุติข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่เกิดขึ้นในการประชุมหารือนอกรอบ G20 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินานั้น สหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติมจาก 10% เป็น 25% ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร ประมง และเทคโนโลยี จากเดิมวันที่ 1 มกราคม 2562 โดยขยายเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกัน ซึ่งในระหว่างนี้สหรัฐฯ จะยังคงเก็บภาษีสินค้าจากจีนที่ 10% และในแถลงการณ์จากทำเนียบขาวยังระบุว่า หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันได้หลังจากครบกำหนด 90 วันแล้ว สหรัฐฯ จะเดินหน้าการเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มในอัตรา 25%
 
ส่วนความคืบหน้าการเจรจา เป็นผลมาจากการที่จีนยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในเรื่องหลัก ๆ ได้แก่
1. ตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากสหรัฐฯ โดยจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ทันที เพื่อลดปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ
2. จีนตกลงที่จะกำหนดให้ Fentanyl ซึ่งเป็นยาระงับปวดประสิทธิภาพสูง เป็นสารควบคุมและห้ามส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยหากฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมายของจีน และ
3. ยอมรับที่จะเริ่มการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถ่ายโอนเทคโนโลยี (technology transfer) การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property protection) อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) การบุกรุกทางไซเบอร์และการโจรกรรมทางไซเบอร์ (cyber intrusions and cyber theft) การเจรจาด้านการค้าบริการและการเกษตร ภายในระยะเวลา 90 วัน
 
ทั้งนี้ จีนยังระบุด้วยว่าจะมีการทบทวนพิจารณาอนุมัติการลงทุนแก่บริษัท Qualcomm- NXP ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้าไปลงทุนในจีน
 
 
 
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์