หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การจัดอันดับความยาก – ง่าย ในการประกอบธุรกิจ (Doing Business 2019)

18 พฤษภาคม 2018 (จำนวนคนอ่าน 122)

ทุกๆ ปีทีมวิจัยจากธนาคารโลกจะเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลผลการพัฒนาการให้บริการของภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนที่จะเข้าไปประกอบธุรกิจ แล้วนำมาจัดอันดับความยาก หรือง่าย ในการเข้าไปประกอบธุรกิจยังประเทศนั้นๆ เป็นคัมภีร์ให้แก่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจที่จะเลือกทำธุรกิจในประเทศต่างๆ หากประเทศใดได้รับอันดับต้นๆ ย่อมหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนจะส่งเม็ดเงินเข้ามาประกอบธุรกิจ
 
ทีมวิจัยจากธนาคารโลก เดินทางมาเยือนประเทศไทยตามกำหนดการระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม 2561 เพื่อติดตามผลการปรับปรุงการให้บริการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศ ก่อนนำไปจัดอันดับความยาก-ง่าย ในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business ประจำปี 2019 ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ผู้แทนภาครัฐที่รับผิดชอบการพัฒนางานตามตัวชี้วัดทั้ง 10 ด้านที่ธนาคารโลกใช้เป็นเกณฑ์การประเมิน ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลต่อทีมวิจัยของธนาคารโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ให้ข้อมูลว่า แนวทางการยกระดับการให้บริการของภาครัฐในปีนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับลดกฎระเบียบ พัฒนาระบบบริการผ่านอิเล็กทรอนิกส์ และจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาใช้บริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
 
ซึ่งการพัฒนาทั้ง 10 ด้านตามตัวชี้วัดของธนาคารโลกประกอบด้วย ด้านเริ่มต้นธุรกิจ ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ด้านการขอใช้ไฟฟ้า ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน ด้านการได้รับสินเชื่อ ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย ด้านการชำระภาษี ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และด้านการแก้ปัญหาการล้มละลาย
 
ในปีที่ผ่านมา(2018) ธนาคารโลกได้รายงานการจัดอันดับความยาก – ง่าย ในการประกอบธุรกิจให้ไทยขยับอันดับจาก 46 เป็นอันดับที่ 26 จาก 190 ประเทศ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการปฏิรูปมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยการจัดอันดับจะเก็บข้อมูลจาก 3 ส่วน ได้แก่ การสำรวจความคิดเห็นด้วยแบบสอบถามภาคเอกชนและภาครัฐ, การรายงานการปฏิรูปการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ, และการยืนยันข้อมูลโดยการสัมภาษณ์หน่วยงานภาครัฐและเอกชน
 
ส่วนปีนี้มีตัวชี้วัดบางด้านที่ไทยตั้งเป้าหมายไว้ว่าหากพัฒนาได้จะช่วยยกอันดับของไทยให้สูงขึ้นอีก คือ ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งนายณัฏฐ์ ศรีสุคนธนันท์ ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตก่อสร้างในส่วนของกรุงเทพมหานครว่า เดิม กทม.มีขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้าง 7 ขั้นตอน แต่ปัจจุบันลดเหลือ 3 ขั้นตอน คือ การสุ่มตรวจตั้งแต่เริ่มก่อก่อสร้างอาคาร ระหว่างการก่อสร้าง และตอนก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังลดระยะเวลาการออกใบรับรองอาคาร(อ.6) "จากเดิมต้องใช้เวลา 30 วัน ก็ลดลงเหลือ 15 วัน แล้วก็คิดว่าตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คะแนนของประเทศไทยขึ้นมาเยอะเลย”
 
ขณะที่นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี มั่นใจว่ากฎหมายล้มละลายฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน จะช่วยยกอันดับตัวชี้วัดที่ 10 ด้านการแก้ปัญหาการล้มละลาย ของไทยให้สูงขึ้นทันเทียมกับประเทศแถวหน้าของโลก เพราะกฎหมายฉบับนี้จะมาช่วยปลดล็อกประเด็นต่างๆ ที่ธนาคารโลกเคยตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อปีที่ผ่านมา เช่น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถส่งคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำให้ระยะเวลาดำเนินการลดลงไม่น้อยกว่า 20 วัน และการแก้ไขข้อกฎหมายให้ผู้ที่มีทรัพย์สินของลูกหนี้ล้มละลายอยู่ในครอบครองมีหน้าที่ต้องแจ้งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำสั่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรวบรวมทรัพย์สินคืนให้แก่เจ้าหนี้ได้มากขึ้น
 
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวชี้วัดบางด้านที่ธนาคารโลกใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับเท่านั้น ซึ่งภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้พัฒนางานตามตัวชี้วัดทั้ง 10 ด้าน ให้ง่ายต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสำคัญ คือ การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ
 
 
ข้อมูล  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์