หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
สมุนไพรไทย-เมียนมา

26 เมษายน 2018 (จำนวนคนอ่าน 369)

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์จัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ อ.เชียงของ และ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เรื่อง "การเชื่อมโยงภาคีสมุนไพรไทยกับเมียนมา” เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรของ 2 ประเทศ
 
โดยเลือกทานาคาของเมียนมากับไพลภาคเหนือของไทย ภายใต้โครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัดไทยกับเพื่อนบ้าน โดยมีหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม และมีเครือข่ายสมุนไพร แห่งประเทศไทยที่อยู่ในพื้นที่ของไทยเข้าร่วมประชุมด้วย
 
ในการประชุมได้มีการพูดถึงเรื่อง "ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมุนไพรของประเทศ ประชาชนเมียนมาส่วนใหญ่นิยมใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศ โดยในรัฐฉานมีพื้นที่หลักผลิตสมุนไพรคือ เชียงตุงและบริเวณเมืองตองจี ผลิตยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้เป็นลม แก้อาเจียน และแก้อาหารเป็นพิษ โดยขายตลาดในประเทศเท่านั้น การผลิตยาในเมียนมาไม่ต้องขอ อย.ของเมียนมาเนื่องจากเป็นยาสมุนไพร แต่ต้องขอกับหน่วยงานที่อนุมัติเกี่ยวกับยาสมุนไพรที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุขของเมียนมา วัตถุดิบที่ใช้ประมาณ 70 ชนิดซึ่ง 50 ชนิดนำเข้าจากจีนและอินเดีย เพราะผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ได้แก่ อบเชย ชะเอม เม็ดกระวาน และใบยี่หร่า บริษัทผลิตยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนในเมียนมามีประมาณ 400 กว่าบริษัทเพราะรัฐบาลออกกฎหมายเข้มงวด
 
เหตุผลที่ทำให้ประชาชนเมียนมานิยมยาสมุนไพร เพราะเชื่อว่ายาสมุนไพรมีผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพรที่ใช้ในเมียนมาส่วนใหญ่จะผลิตขึ้นมาเอง นำเข้าจากจีนและอินเดียต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการนำเข้าจากไทยจะเป็นประเภทยาดมและยาทา ปัญหาของอุตสาหกรรมยาสมุนไพรในเมียนมา คือ ขาดแคลนวัตถุดิบ ขาดเทคโนโลยีการผลิต และการทำแพ็กเกจจิ้งที่ยังไม่พัฒนา ขณะที่ประเทศไทยมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีกว่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผู้ปลูกสมุนไพรในเมียนมาไม่ค่อยมีความรู้ในการเก็บเกี่ยววัตถุดิบ ไม่มีการให้ความรู้หรือการอบรม มีแต่การกำหนดกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อมาควบคุม ปัจจุบันบริษัท JICA ของญี่ปุ่นเข้าไปสนับสนุนให้ความรู้และทำคู่มือการเพาะปลูกสมุนไพรให้ โครงการที่มีการขอสัปทานที่ดินเพื่อปลูกสมุนไพรมีหลายโครงการ อย่างไรก็ตาม การขออนุญาตมีขั้นตอนยุ่งยากในการอนุมัติ
 
สำหรับต่างชาติไม่มีการขอสัมปทานการปลูกสมุนไพรในเมียนมา แต่มีการปลูกพืชออร์แกนิกซึ่งเป็นของชาวเกาหลีและญี่ปุ่น ผลการประชุมหุ้นส่วนการค้าไทยกับเมียนมา ได้ข้อสรุปว่า ควรนำสมุนไพรของเมียนมาคือ "ทานาคา” กับ "ไพล” ของไทยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ครีมนวดแบบสเปรย์ของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 ได้แก่ จังหวัดเชียงราย แพร่ น่าน และจังหวัดพะเยา ส่วนไพลนำมาจากเครือข่ายสมุนไพรของภาคเหนือ แปรรูปโดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีหัวหน้าทีมหลักคือ อาจารย์ดารณี อ่อนชมจันทร์ และ ดร.ปาวรีย์ ภูนีรับ เมื่อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะมีจุดเด่นที่เป็น "ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสองแผ่นดิน” ของประเทศไทยกับประเทศเมียนมา.
 
 
เรียบเรียงโดย พรรณี ตั้งใจสถาปัตย์
ข้อมูล  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์