หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
การประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 9 (Ninth Mekong-Japan Summit)

14 พฤศจิกายน 2017 (จำนวนคนอ่าน 808)

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 9 (Ninth Mekong-Japan Summit) ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติฟิลิปปินส์ (PICC) กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นมีความคืบหน้าที่ดี โดยญี่ปุ่นได้ดำเนินโครงการตามยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2015 ภายใต้งบประมาณความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการจำนวน 7.5 แสนล้านเยน เสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 2 ใน 3 ของโครงการทั้งหมด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าสิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น มีดังนี้
 
ประการแรก การส่งเสริมความเชื่อมโยง เนื่องจากความเชื่อมโยงไม่เพียงส่งเสริมการคมนาคม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงผู้คนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนา และบูรณาการลุ่มน้ำโขงเข้ากับอาเซียนและตลาดโลก เพื่อที่จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีกทั้งเป็นช่องทางการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ซึ่งนำไปสู่โอกาสในการพัฒนาที่มีความเท่าเทียมกันยิ่งขึ้นในอนาคตประเทศลุ่มน้ำโขงครอบครองยุทธศาสตร์ที่ตั้งที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนและของโลกโดยธรรมชาติ กอปรกับมีศักยภาพด้านบุคลากรและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 6 - 8 ต่อปี

ในการนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณญี่ปุ่นที่สนับสนุนการทำให้แผนแม่บท ACMECS ซึ่งกำลังจะเป็นแผนแม่บทด้านความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ฉบับแรกของอนุภูมิภาคมีผลเป็นรูปธรรม โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาประเทศแรกที่ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในขณะเดียวกันไทยก็สนับสนุนข้อริเริ่ม "Free and Open Indo-Pacific Strategy” ของญี่ปุ่น เนื่องจากจะช่วยสนับสนุนนโยบายด้านความเชื่อมโยงของไทย การสร้างเสรีภาพในการเดินเรือ การสร้างความมั่นคงในอนุภูมิภาค ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้า และความใกล้ชิดระหว่างประชาชน รวมทั้งยังสนับสนุนนโยบายของไทยเรื่องการส่งเสริมห่วงโซ่มูลค่า และสอดคล้องกับแนวทางการจัดทำแผนแม่บทด้านความเชื่อมโยงในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคทั้ง 4 คือ ACMECS อาเซียน BIMSTEC และ IORA

ประการที่สอง ปัจจุบัน ไทยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ผ่านนโยบายต่าง ๆ อาทิ ประเทศไทย 4.0 และโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นต้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมข้อริเริ่ม Soft Connectivity ของญี่ปุ่น ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในลุ่มน้ำโขง (MIDV) ซึ่งประกอบด้วย (1) การเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าในภูมิภาค (2) ความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ ทั้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาค และระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ (3) ความเชื่อมโยงด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมมือกันในฐานะประเทศหุ้นส่วนในการพัฒนาและประเทศผู้ให้ในลุ่มน้ำโขงในการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ เช่น โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรหนองเอี่ยน สตึงบท โดยความช่วยเหลือของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) และในสาขาทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรม โดยการจัดโครงการพัฒนาบุคลากรและฝึกอบรมของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (TICA)

ประการที่สาม ไทยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อนำไปสู่การบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 นายกรัฐมนตรียินดีที่ไทยจะได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรีนแม่โขงฟอรั่ม เป็นครั้งที่ 5 ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เพื่อหารือเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยบทบาทของไทยดังกล่าวสอดรับกับ ASEAN-Japan Environmental Cooperation Initiative ซึ่งเป็นข้อเสนอของญี่ปุ่นด้วย
 
 
 
ที่มา : www.thaigov.go.th

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์