หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
“การเล่นเงา” วัฒนธรรมร่วมแห่งอาเซียน

2 กุมภาพันธ์ 2015
 

โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

"หนังใหญ่” ของไทย คือการ "เล่นเงา”ชนิดหนึ่ง (Shadow Play) โดยนำหนังวัวหรือหนังควายมาฉลุเป็นรูปตัวละครต่าง ๆ ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์แล้วนำขึ้นเชิดบนจอผ้าขนาดใหญ่
การแสดงหนังใหญ่มีคุณค่าทางศิลปะที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสูง ซึ่งรวมเอาศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งด้านหัตถศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ วรรณศิลป์ และวาทศิลป์ หนังใหญ่เป็นศิลปะที่มีความเก่าแก่ปรากฏหลักฐานการแสดงนี้ในกฎมนเทียรบาลเมื่อปี พ.ศ. 2001 ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยกรุงศรีอยุธยา
"หนังใหญ่” เป็นมหรสพเก่าแก่ที่มีบทบาทอยู่ในพระราชสำนักนิยมเล่นกันในวังหรืองานพระราชพิธีต่าง ๆ ต่อมาศิลปะการแสดงแขนงนี้ได้ถูกทำลายไปเกือบหมดเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ก่อนที่จะถูกรื้อฟื้นกลับมาใหม่อีกครั้งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันการแสดงหนังใหญ่เริ่มเสื่อมถอยลงเป็นลำดับ โดยมีคณะแสดงเพียงไม่กี่คณะที่ยังคงสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้เอาไว้ไม่สูญหายไปจากประเทศไทย
ขณะที่ไทยมีหนังใหญ่ กัมพูชาก็มีการเล่นเงาที่เรียกว่า "สะแบกธม” "สะแบก” (Sbek) เป็นภาษาเขมรแปลว่า "หนัง” ส่วน "ธม” แปลว่า "ใหญ่” "สะแบกธม” จึงเป็นคำเขมรที่ตรงกับคำว่า "หนังใหญ่” ของไทย
"สะแบกธม” มีร่องรอยในราชสำนักกัมพูชาตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1500 ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบให้เกิดการสลักภาพประดับปราสาทหินต่าง ๆ ในสมัยหลัง โดยเฉพาะภาพสลักที่เกี่ยวข้องกับมหากาพย์ 2 เรื่อง นั่นคือ "รามยณะ” และ "มหาภารตะ”
ใน "สมุทรโฆษคำฉันท์” วรรณกรรมเก่าแก่สมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ยุคปลายอยุธยา มีบทประพันธ์ที่เชื่อว่าแต่งขึ้นสำหรับการเล่นหนังเงาโดยปรากฏคำคำเรียก "แสบก” อยู่ด้วย ทำให้เชื่อว่าอยุธยาอาจรู้จักการเล่นหนังใหญ่โดยรับผ่านทางกัมพูชาโบราณ ในยุคเขมรแดงศิลปะกัมพูชาอันเก่าแก่นี้เกือบจะสูญหายไป เพราะการละเล่นต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งต้องห้าม จนกระทั่งผ่านพ้นช่วงสงครามกลางเมืองสะแบกธมก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมาใหม่
ในปี พ.ศ. 2551 สะแบกธมได้รับการขึ้นทะเบียนจาก "องค์การการศึกษาวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ” หรือ UNESCOให้เป็น "Intangible cultural heritage”
"การเล่นเงา” ไม่ได้มีอยู่แต่เฉพาะในประเทศไทยและกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังปรากฏในบริเวณคาบสมุทรมลายูและในหมู่เกาะของอินโดนีเซียที่เรียกว่า "วายัง กุลิต” (WayangKulit) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหนังใหญ่และสะแบกธม
"กุลิต” หมายถึง "หนังคนหรือหนังควาย” ส่วนคำว่า "วายัง” มาจากคำเก่าแก่ของชวาแปลว่า "การปรากฏ” นี่คืออีกหนึ่งความเก่าแก่แห่งศิลปะการเชิดตัวหุ่นที่ทำจากหนังสัตว์ให้เกิดเป็นภาพเงาบนจอผ้าของอินโดนีเซีย
ประวัติศาสตร์ยุคโบราณของชวาได้รับอิทธิพลจากการแผ่เข้ามาของอารยะธรรมอินเดียในดินแดนนี้ต่อเนื่องกันหลายร้อยปี รวมถึงการรับเอาศิลปะการเล่นเงาจากอินเดียที่เรียกว่า "Chaya Katha” ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นเงาในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดในเวลาต่อมาด้วย ไม่ว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียหรือไม่ แต่วายังกุลิตก็ได้สอดแทรกเรื่องเล่าอย่างพื้นเมืองเก่าแก่ของอุษาคเนย์ที่ไม่มีปรากฏอยู่ในชมพูทวีปไว้ด้วยเช่นกัน
สำหรับมาเลเซียเรียกชื่อการเล่นเงาว่า "วายังกุลิต” เหมือนอินโดนีเซีย เป็นการแสดงเพื่อพิธีกรรมศักดิ์สิทธิในการเคารพครูบาอาจารย์และบรรพชนรวมไปถึงใช้เล่นเพื่อให้ความบันเทิงเริงรื่นแก่คนในชุมชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ คณะวายังกูลิตท้องถิ่นของมาเลเซียได้เริ่มลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่หาทางปรับปรุงเนื้อหาสาระและรูปแบบให้มีความร่วมสมัย เน้นหนักความบันเทิงเพื่อเอาใจผู้ชม ในขณะที่วายังกูลิตแบบดั้งเดิมกลายเป็นศิลปะการแสดงที่หาชมได้ค่อนข้างยากยิ่งในปัจจุบัน
การเล่นเงาแบบเดียวกับ "วายังกุลิต” ของอินโดนีเซียและมาเลเซียยังมีปรากฏในประเทศไทยที่เรียกว่า "หนังตะลุง” แต่มีจุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากวายังกุลิตคือเนื้อหาที่เล่นเล่าและรูปร่างหน้าตาที่ผิดแผกแปลกกันไปตามวัฒนธรรมท้องถิ่น
ในอดีต "หนังตะลุง” เคยเป็นมหรสพที่นิยมแพร่หลายอย่างยิ่งในสังคมภาคใต้ของไทย ก่อนถูกความบันเทิงจากภาพยนตร์และโทรทัศน์จะมาแย่งพื้นที่ความสนใจไปจนศิลปะพื้นบ้านดั้งเดิมนี้หาดูได้ยากเต็มทีแล้วในปัจจุบัน
"การเล่นเงา” เป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมที่พัฒนามาจากความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมให้เป็นตัวแทนของผีบรรพชน จึงไม่ใช่ของคนธรรมดาสามัญทั่วไปหากแต่เป็นของพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้นำในยุคโบราณก่อนเผยแพร่ลงสู่ประชาชนทั่วไป
"การเล่นเงา” ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น แต่ยังคงปรากฏให้เห็นถึงรากเหง้าและที่มาเดียวกัน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปรียบได้ดังสายธารทางวัฒนธรรมที่ร้อยรัดและเชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคอาเซียนเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน


ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์



กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์