หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
ไทย-มาเลย์-อินโด ประชุมสภาไตรภาคียางพารา เตรียมร่วมมือพัฒนาการวิจัยและอุตสาหกรรมยาง

18 กันยายน 2017 (จำนวนคนอ่าน 1119)

รัฐมนตรีไทย-มาเลย์-อินโด แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา เตรียมร่วมมือพัฒนาการวิจัยและอุตสาหกรรมยาง เน้นนำยางธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งเป้าพัฒนายางพาราให้ยั่งยืนและมั่นคง
 
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ร่วมกับ MR. MAH SIEW KEONG (ดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ Drs. Enggartiasto Lukita (ดอกเตอร์ รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย เผยความร่วมมือในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลก มุ่งพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน เน้นแปรรูปโดยแต่ละประเทศสมาชิกส่งเสริมแปรรูปใช้ยางในประเทศ ชูถนนยางพารา
 
จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 6 ประการ คือ
1. การส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทั้งสามประเทศมีความพยายามที่จะส่งเสริมใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่าง ๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทั้งสามประเทศสมาชิกจะให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่
 
2. การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market: RRM) ปัจจุบันอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายผลผลิตในรูปแบบต่าง ๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง และในอนาคตทั้งสามประเทศมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาแนวทางในการพัฒนาตลาดยางพาราระดับภูมิภาคเป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น
 
3. การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme: SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวในช่วงปี พ.ศ. 2560 - 2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางพาราในระยะจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืน และจะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนเช่นกัน
 
4. มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme: AETS) ขณะนี้ทั้งสามประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลกมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น
 
5. การต้อนรับเวียดนามเข้าสู่สมาชิกสมทบ ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนามถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง
 
6. การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งสามประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศในครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางและพัฒนาอุตสาหกรรมยางได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป
 
 
 
ที่มา : www.thaigov.go.th

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์