หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
โตโยต้าคือผู้นำยานยนต์ในลุ่มแม่น้ำโขง

3 กุมภาพันธ์ 2015 (จำนวนคนอ่าน 2176)
 
 
ตลาดรถยนต์ไทยเรียกได้ว่าปราบเซียนจริง ๆ แต่คงไม่ใช่ สำหรับโตโยต้า ที่เมื่อหัวเรือใหญ่นำโดย "เคียวอิจิ ทานาดะ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พ่วงตำแหน่งรับผิดชอบดูแลโตโยต้าในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ยังมองเห็นทิศทางการเติบโต รวมถึงแสดงความมั่นใจของโตโยต้าประเทศไทยที่จะเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โตโยต้ามีความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจโตโยต้าในลุ่มแม่น้ำโขง ที่ประกอบไปด้วย เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา หรือ ซีแอลเอ็มวี
โตโยต้าจะตั้งสำนักงานภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในประเทศไทยเพื่อดูแลตลาดเหล่านี้ หลังจากปัจจุบันเราได้ขยายธุรกิจในไทยและกัมพูชา แต่ยังไม่มีที่เมียนมาและลาว การขยายเข้าไปในเมียนมาและลาวเราจะดูแลจากที่นี่

บทบาทโตโยต้าประเทศไทย ซึ่งเมื่อรวมกับประชากรในไทยจะมีประชากรจำนวน 240 ล้านคน
ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย โตโยต้าประเทศไทยจะรับผิดชอบตลาดนี้ และเราต้องสู้กับโตโยต้าอินโดนีเซีย หากมาพิจารณาแล้วตลาดซีแอลเอ็มวีในตอนนี้ยังมียอดขายน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย แต่เวียดนามมีทิศทางที่ดีขึ้นเป็นตลาดที่เราจะขายรถได้แน่นอน เพราะปัจจุบันภาษีส่งออก 50% จะลดเหลือ 0% ในอีก 4 - 5 ปีข้างหน้า

ถือเป็นโอกาสที่ดีตลาดจะคึกคักมากขึ้น อย่างเวียดนามที่มียอดขายรถยนต์ 2.2 แสนคันต่อปี ปีที่ผ่านมา
โตโยต้ามีส่วนแบ่งตลาด 33% ก็มีโอกาสที่ตลาดรวมจะขยับไปที่ 3 - 4 แสนคันได้ ซึ่งในจำนวนเท่านี้เราก็อยากมียอดขายที่ประมาณ 1 แสนคัน ส่วนเมียนมาและกัมพูชาตลาดยังเล็กมาก แต่ถ้าเรามองอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าตลาดจะโตแน่นอน กัมพูชายอดขายปีละ 3,000 คัน เรามีส่วนแบ่งตลาด 33% ส่วนเมียนมาตลาดรวม 2,000 คัน เรามีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียง 10% และลาวตลาดรวม 20,000 คัน เรามีส่วนแบ่งมากกว่า 50% แต่ทั้งลาวและเมียนมาสองประเทศนี้น่าจะใช้เวลา ในการเติบโตอีกนานในช่วง 20 ปี ข้างหน้า

กลยุทธ์การดำเนินงาน โตโยต้าประเทศไทยมีบริษัทลูกที่จะดูแลตลาดซีแอลเอ็มวี เราไม่คิดที่จะสร้างโรงงานใหม่ แต่จะมีการเปิดสาขาที่เวียงจันทน์ ส่วนในเมียนมาก็สนใจเปิดตลาดที่ย่างกุ้ง แต่ตอนนี้อยู่ในระหว่างการพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาอยู่ การที่ประเทศไทยได้ดูแลตลาดซีแอลเอ็มวีและส่งรถไปขายทำให้ยอดผลิตในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งเรายังไม่จำเป็นต้องเพิ่มการผลิตเพราะปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ 7.7 แสนคัน เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในไทยและในตลาดซีแอลเอ็มวีแล้ว

ประเมินทิศทางอุตฯยานยนต์ไทย โตโยต้าเชื่อว่าปี 2558 จะเป็นปีที่ตลาดรถยนต์ไทยกลับสู่ภาวะปกติ ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และดูการชี้นำของภาครัฐที่ประเมินว่าจีดีพีจะเติบโต 3 - 4% รวมไปถึง
ดูทิศทางตลาดส่งออกที่ภาครัฐจะผลักดันหลังจากปีที่ผ่านมามีสถานการณ์ที่ไม่ปกติคือ เรื่องการเมือง การท่องเที่ยว โครงการรับจำนำข้าว และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ไม่ดี ที่ทำให้ตลาดรถกระบะและเก๋งเล็กซบเซาลง มียอดขายผลิตรวมที่ 2 ล้านคัน เป็นยอดขายในประเทศ 8.8 แสนคัน และอีก 1 ล้านเศษ ๆ เป็นตลาดส่งออก

ตลาดปีนี้มีแนวโน้มที่ยอดขายรถยนต์รวมทั้งปีจะอยู่ที่ 9.2 แสนคัน เติบโต 4% ในช่วงไตรมาสแรกของปีอาจจะยังไม่ดีนัก แต่ในช่วงปลายปีตลาดรถยนต์น่าจะดีขึ้น เพราะในปี 2559 จะมีการเปลี่ยนโครงสร้างภาษีรถยนต์ทำให้รถบางรุ่นต้องขึ้นราคา ลูกค้าก็น่าจะรีบซื้อก่อนขึ้นราคาใหม่ และจะมีการ
เข้าสู่เออีซีในปลายปี 2558 ทำให้ตลาดรถดีขึ้น

ส่วนตลาดส่งออกขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าต้องการรถมากแค่ไหน เรามีลูกค้าประจำและอยากจะส่งออกให้มากที่สุด เพรากำลังการผลิตเรามีเพียงพอ แต่สถานการณ์การส่งออกรถเก๋งไม่ดี จำนวนความต้องการของตลาดส่งออกลดลง ส่วนตลาดปิกอัพที่เราจะเปิดตัวใหม่เชื่อว่าขายดีแน่ ๆ

ภาพของการแข่งขันในปีนี้ การแข่งขันเชิงการตลาดในปีที่ผ่านมาไปเน้นเรื่องแคมเปญและโปรโมชั่น
ซึ่งเป็นผลกระทบจากโครงการรถคันแรก แต่ปีนี้ความเข้มข้นของการแข่งด้านนั้นจะลดลง เพราะผล
กระทบรถคันแรกและการเมืองคลี่คลายลงไป จะเห็นการแข่งขันชัดเจนในบางเซ็กเมนต์เท่านั้น เรามองว่ารถกระบะน่าจะแข่งกันรุนแรงเพราะหลาย ๆ ค่ายมีสินค้าใหม่ ส่วนรถยนต์นั่งก็คงแข่งกันบางเซ็กเมนต์ อีโคคาร์เองก็เป็นตลาดของคนที่จะซื้อรถคันแรก ตอนนี้ขายอยู่ที่ 10,000 คันต่อเดือน ก็อาจจะเติบโต ขึ้น แต่ละค่ายก็คงทำซัพพลายให้เหมาะสมกับดีมานด์ ทางเราเองก็คงพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เติมเต็มบริการให้ได้ใจลูกค้ามากขึ้น

ตลาดเมืองไทยในระยะยาว ถ้าเทียบยอดขายรถยนต์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2553 - 2557 แม้ปีที่ผ่านมายอดขาย 8.8 แสนคัน ก็ยังถือเป็นยอดขายอันดับ 3 และมียอดขายเฉลี่ยรวม 5 ปีที่ 1.1 ล้านคัน เราก็เชื่อว่าตลาดจะกลับไปเติบโตถึงระดับ 1.2 ล้านคันได้ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีโครงการอีโคคาร์เฟส 2 ตลาดรถเก่ามีการซื้อรถใหม่ทดแทน รวมถึงอัตราถือครองรถยนต์ใน ต่างจังหวัดที่ 10 คนต่อ 1 คัน โอกาสตลาดต่างจังหวัดจึงมีมาก มีโอกาสที่จะเพิ่มไปถึง 1 - 5 คนต่อ 1 คัน และรัฐบาลไทยก็สนับสนุนให้ประเทศไทยมียอดผลิตที่ 3 ล้านคันต่อปี ก็เท่ากับจะต้องมียอดขายในประเทศ 1.5 ล้านคัน ตลาดส่งออก 1.5 ล้านคัน ซึ่งโตโยต้าเองก็จะเป็นส่วนช่วยผลักดันตลาดให้ไปถึงระดับนั้นด้วย

และล่าสุดนายกรัฐมนตรีก็กำลังจะเดินหน้าคุยกับรัฐบาลญี่ปุ่นใน 2 เรื่องคือ ระบบราง และอีกเรื่องคือท่าเรือน้ำลึกทวาย ถ้าไทยร่วมมือกับญี่ปุ่นจะเป็นข้อดี ทำให้อินเดียสามารถส่งสินค้าพวกกลุ่มชิ้นส่วนทดแทนมาได้ง่ายขึ้น และหากสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในเมียนมาได้ ซึ่งมีแรงงานราคาถูก ก็จะช่วยผลิตชิ้นส่วนป้อนไทยได้ ก็จะเป็นผลดีต่อการผลิตรถยนต์ในไทยในอนาคต




ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์