หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
มะละแหม่ง ปลายทาง East-West Economic Corridor

4 กุมภาพันธ์ 2015
 
 

โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

ปลายทางสุดท้ายของเส้นทาง East-West Economic Corridor ที่เริ่มต้นมาจากประเทศเวียดนาม ความยาวประมาณ 1,450 กิโลเมตร มาสิ้นสุดลงที่เมือง "มะละแหม่ง” (MAWLAMYINE) สหภาพเมียนมาเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากย่างกุ้งและมัณฑะเลย์
"มะละแหม่ง” (Moulmein) เมืองหลวงของรัฐมอญ (MON STATE) เป็นเมืองที่สงบเงียบและสวยงาม ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่บรรจบกันของแม่น้ำใหญ่ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำสาละวิน (Thanlwin) แม่น้ำไจ (Kyaik) และแม่น้ำอัตตรัน (Attran) ก่อนไหลลงสู่ทะเลอันดามัน เมืองนี้ถูกเลือกให้เป็นเมืองหลวงหลังอังกฤษสามารถยึดครองพื้นที่ตอนล่างของเมียนมาได้ในปี พ.ศ. 2367 มะละแหม่งจึงเป็นเมืองหนึ่งที่ได้รับอารายธรรมแบบตะวันตกในช่วงยุคอาณานิคม ซึ่งยังคงหลงเหลืออาคารบ้านเรือนแบบโคโลเนียลสไตล์ให้เห็นอยู่ทั่วไป

สำหรับอังกฤษ มะละแหม่งยังถูกใช้เป็นเมืองท่าสำหรับการขนส่งทางเรือเพื่อเชื่อมต่อกับเมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรีที่อยู่ทางตอนใต้และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งสินค้ากำลังทหารไปสู่ย่างกุ้งได้ง่าย รวมทั้งสามารถเดินเรือเข้าสู่แม่น้ำอิระวดีเพื่อไปถึงใจกลางประเทศเมียนมาได้สะดวกกว่าทางบก มะละแหม่งยังได้กลายเป็นเมืองท่าสำคัญที่เชื่อมการค้าขายทางบกสำหรับกองคาราวานสินค้าที่ขึ้นล่องจากแถบยูนนาน ผ่านเชียงตุง เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ตากเข้าสู่มะละแหม่ง
ในยุคอาณานิคมของอังกฤษ มะละแหม่งมีความสำคัญเช่นไร ปัจจุบันก็ยังคงความสำคัญเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เพราะที่นี่มีศักยภาพสูงที่จะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเป็นท่าเรือสำคัญทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาเพื่อเป็นประตูออกสู่ทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียได้

"ท่าเรือมะละแหม่ง (MAWLAMYINE PORT)" อยู่ห่างจากปากแม่น้ำไปประมาณ 45 กิโลเมตร เป็นท่าเรือที่ใกล้ที่สุดกับท่าเรือย่างกุ้งเมื่อเทียบกับท่าเรืออื่น ๆ ของเมียนมา และยังเป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าหลักของเมียนมาในปัจจุบัน ดังนั้น แนวคิด East-West Economic Corridor ที่วางให้มะละแหม่งเป็นจุดเชื่อมโยงกับภูมิภาคภายนอกจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว

ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมากำลังจะพัฒนาให้มีการเดินเรือขนาดใหญ่ในแม่น้ำสาละวินเพื่อออกสู่ทะเลอันดามันนั่นเท่ากับว่าในอนาคตการพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3 ไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางผ่านประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป นอกจากทางเรือแล้วมะละแหม่งยังมี "สะพานตาลวิน” (THANLWIN BRIDGE)" ความยาว 3 กิโลเมตร ที่รัฐบาลจีนให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างนับเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในเมียนมาทำหน้าที่เชื่อมโยงเส้นทางระหว่างเมืองมะละแหม่งและเมาะตะมะเพื่อเข้าสู่ย่างกุ้งได้ทั้งทางรถยนต์และรถไฟ

ก่อนหน้าที่สะพานจะเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวจากจังหวัดทางเหนือขึ้นไปอย่างย่างกุ้งและส่วนอื่น ๆ ของประเทศต้องเดินทางข้ามแม่น้ำสาละวินมายังเมืองมะละแหม่งด้วยความยากลำบากแต่เมื่อสะพานเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2548 ผู้คนก็หลั่งไหลเข้าสู่ที่นี่มากขึ้นโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ รองรับแทบไม่ทันสัญญาณดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการลงทุนทางด้านธุรกิจบริการที่นี่นับว่ามีอนาคตสดใสไม่น้อย

แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่โตเทียบเท่ากับย่างกุ้งหรือเมืองมัณฑะเลย์ แต่มะละแหม่งก็เป็นเมืองที่มีความพร้อมและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างมาก ปัจจุบันรัฐบาลจัดตั้ง "เขตอุตสาหกรรมมะละแหม่ง” ( MAWLAMYINE INDUSTRIAL ZONE) ที่แม้มีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนักและส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงโรงงานแปรรูปขนาดเล็กของนักลงทุนท้องถิ่น แต่จุดเด่นคือการมีต้นทุนในการทำธุรกิจที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าอย่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ต้องการได้รับสิทธิพิเศษภายในเขตอุตสาหกรรมจากรัฐบาลเมียนมา

ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซียและสิงคโปร์ เริ่มทยอยเข้ามาลงทุนในมะละแหม่งมากขึ้นรวมทั้งนักธุรกิจจากประเทศไทยที่เข้ามาก่อสร้างห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุด (Community Mall) ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม โรงภาพยนตร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และร้านค้าต่าง ๆ กว่า 150 ยูนิต ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท นี่คือทุนไทยที่เริ่มมองเห็นโอกาสจากเมืองที่มีศักยภาพแห่งนี้

ปัจจุบันสถานการณ์ภายในเมียนมาคลี่คลายลงมาก อันเป็นผลมาจากกระบวนประชาธิปไตยที่มีความคืบหน้า ปัญหาและอุปสรรคในอดีตกำลังถูกแก้ไขทีละประเด็นและนี่คือส่วนหนึ่งของศักยภาพเมืองมะละแหม่งปลายทาง East-West Economic Corridor ที่กำลังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นี้


ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์