หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
กลุ่มเศรษฐกิจ บริคส์ (BRICS)

4 กันยายน 2017 (จำนวนคนอ่าน 2258)

คําว่า BRIC เป็นอักษรย่อใช้เรียกกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (Emerging Market) ประกอบด้วยประเทศ บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และจีน (China) โดยคําศัพท์นี้ถูกบัญญัติขึ้นโดย นายจิม โอนีลล์ (Mr. Jim O’Neil) หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจโลกจากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ซึ่งคําว่า BRIC ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการย้ายอํานาจเศรษฐกิจโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง G7 มาสู่กลุ่มประเทศกําลังพัฒนา โดยที่ประเทศทั้งสี่ข้างต้นมีพื้นที่รวมกันมากกว่าหนึ่งในสี่ของโลกและมีจํานวนประชากรรวมกันมากกว่าร้อยละ 43 ของประชากรโลก มีสัดส่วนใน GDP โลกประมาณหนึ่งในสี่ของทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 13.7 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกันถึง 4.4 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ และในปี 2555 กลุ่มประเทศ BRICS มีสัดส่วนในการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (FDI) คิดร้อยละ 11 ของโลก และมีสัดส่วนในการค้าโลกถึงร้อยละ 17
 
แม้ว่ากลุ่ม BRICS ไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจนที่จะรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจหรือสมาคมการค้าอย่างเป็นทางการเหมือนสหภาพยุโรป (EU) แต่มีข้อบ่งชี้บางอย่างว่า กลุ่ม BRIC พยายามที่จะสร้างสมาคมหรือพันธมิตรทางการเมืองรวมถึงเปลี่ยนอํานาจทางเศรษฐกิจที่กําลังเติบโตให้เป็นอํานาจการเมืองระดับภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันประเทศแอฟริกาใต้ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRIC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 โดยเปลี่ยนชื่อกลุ่มใหม่เป็น BRICS ซึ่งอักษรย่อ "S” ที่เพิ่มต่อท้ายเข้ามาหมายถึง South Africa หรือประเทศแอฟริกาใต้
 
นอกจากความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ กลุ่ม BRICS ยังมีแผนจะพัฒนาไปสู่การเป็นกลุ่มความร่วมมือทางการเมืองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ อีก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เนื่องจากสมาชิก BRICS เป็นประเทศที่ผลิตและใช้พลังงานมากที่สุด และเป็นประเทศผู้ผลิตผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้บริโภคผลผลิตทางการเกษตรมากที่สุด การพัฒนาการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มผลผลิตการเกษตร เป็นต้น และยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอีก อาทิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้าการลงทุน ยา และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
 
โครงสร้างความร่วมมือของ BRICS นั้นก็คือในทุก ๆ ปีจะมีการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ BRICS โดยจะจัดขึ้นในประเทศสมาชิกและเวียนไปเรื่อย ๆ จนครบรอบแล้วเริ่มใหม่ และครั้งล่าสุดนี้เป็นการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets and Developing Countries Dialogue – EMDCD) ในช่วงการประชุม BRICS Summit ครั้งที่ 9 ในวันที่ 5 กันยายน 2560 ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน
 
จีนในฐานะประเทศเจ้าภาพและประธานกลุ่มประเทศ BRICS ประจำปี 2560 ได้เชิญประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มีเอกลักษณ์และมีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีกับจีน จำนวน 5 ประเทศ เข้าร่วมการประชุม EMDCD โดยในส่วนของไทยเป็นประเทศเดียวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม EMDCD โดยจีนให้เหตุผลที่เชิญไทยว่า ไทยเป็นประเทศที่จีนให้ความสำคัญ โดยตระหนักถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีต่อภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ และผู้นำของทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีต่อกันและดำเนินมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่จีนเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำกลุ่ม 20 (G20 Summit) เมื่อปี 2559 ก็ได้เชิญไทยซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม 77 ในขณะนั้น เข้าร่วมการประชุม G20 Summit ด้วย สำหรับอีก 4 ประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วม ได้แก่ (1) เม็กซิโก ในฐานะประเทศกลุ่ม 20 และประเทศจากภูมิภาคลาตินอเมริกา (2) อียิปต์ ในฐานะประเทศจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (3) ทาจิกิสถาน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของจีน และ (4) กินี ในฐานะประธานสหภาพแอฟริกา (African Union - AU) และประเทศจากภูมิภาคแอฟริกา
 
BRICS กับ ASEAN
ปัจจุบัน ASEAN มีความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาที่อยู่ในกลุ่ม BRICS อยู่ 3 ประเทศ ได้แก่จีน รัสเซีย และอินเดีย รวมถึงมีความร่วมมือกับกลุ่ม MERCOSUR ที่มีบราซิลเป็นสมาชิก นอกจากนี้ ASEAN ได้เตรียมการที่จะเปิดการเจรจาความตกลงระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) กับประเทศคู่ค้าของ ASEAN ที่ได้มีการจัดทํา FTAs ระหว่างกันแล้ว เพื่อเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนต่อยอดจาก FTAs ที่มีเป็นรายประเทศอยู่แล้วกับประเทศเหล่านี้ โดย RCEP ถือได้ว่าเป็นกลไกสําคัญที่จะบูรณาการ ASEAN เข้ากับเศรษฐกิจโลกรวมทั้งกลุ่ม BRICS โดยมี ASEAN เป็นแกนกลาง
 
จากปัญหาวิกฤติการณ์ด้านการเงินที่เกิดขึ้นกับ EU ในขณะนี้ ASEAN ควรให้ความสําคัญและแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS มากขึ้นโดย ASEAN ควรที่จะกําหนดประเด็นและแนวทางความร่วมมือให้มีความชัดเจนรวมถึงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่ม BRICS เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ ASEAN เนื่องจาก มูลค่าการค้ารวมในปี 2554 ของ ASEAN กับกลุ่ม BRICS ที่มีจํานวนเพียง 5 ประเทศมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าการค้าระหว่าง ASEAN กับ EU ที่มีจํานวนถึง 27 ประเทศเป็นอย่างมาก (435,518 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อ 236,791 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม BRICS เป็นประเทศคู่ค้าที่สําคัญของ ASEAN ดังนั้น หาก ASEAN สามารถจัดทํากลไกความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS ทั้งในรูปแบบของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทั่วไป หรือการจัดทํา RCEP ก็จะส่งผลให้มูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่าง ASEAN กับกลุ่ม BRICS เพิ่มสูงขึ้น
 
 
 
ที่มา :  กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
           กระทรวงการต่างประเทศ
เรียบเรียง : ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์