หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เมียนมาในมุมมองน่าสนใจ

6 กุมภาพันธ์ 2015 (จำนวนคนอ่าน 1293)
 
 
รัฐบาลไทยเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนรวมทั้งความมั่นคงกับเมียนมาอย่างเต็มที่ แม้ว่าการลงทุนจะลำบากใจที่สุดตรงที่ราคาที่ดินแพงลิบลับก็ตาม โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดให้อำเภอ
แม่สอดและอีก 2 อำเภอ คือ อำเภอพบพระและอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
โดยเฉพาะแม่สอดซึ่งถือว่าเป็นด่านส่งออกอันดับ 1 ของไทย ด้านชายแดนไทย-เมียนมา เป็นเมือง
หน้าด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุดประมาณปีละ 60,000 ล้านบาท และอยู่ตรงข้ามกับเมือง
เมียวดี รัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา

ขณะเดียวกันรัฐบาลเมียนมาจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีเช่นกัน ปกติตัวเลขการค้าระหว่าง
2 เมืองนี้สูงอยู่แล้ว แต่เมื่อถนนตัดใหม่ระหว่างแม่สอด-เมียวดี-กอกาเรกของเมียนมาที่ไทยให้การสนับสนุนคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2558 จะช่วยเพิ่มยอดการค้าชายแดนเป็นเท่าตัว
หรือประมาณ 100,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย เท่าที่เป็นมาการเดินทางถนนสายดังกล่าวบางช่วงก็
ผลัดกันวิ่งคนละวัน เพราะเดินรถสวนทางกันไม่ได้นั่นเอง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เชื่อมตรงกับเขตเศรษฐกิจชายแดนเมียวดี เมียนมาสามารถเชื่อมต่อสู่ท่าเรือมะละแหม่งและกรุงย่างกุ้งได้สะดวก ขณะที่รัฐบาลเมียนมามีนโยบายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่น่าสนใจมาก เช่น ได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคล 5 ปี คนที่ทำงานในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนเสียภาษีเงินได้เพียงร้อยละ 10
(ปกติร้อยละ 15)

เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดมีศักยภาพในการพัฒนาสูงเนื่องจากมีฐานการลงทุนเดิมในพื้นที่ที่มีแรงงานพร้อม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ อุตสาหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูป
เฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ พื้นที่ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน คลังสินค้า
สามารถจัดตั้งเป็นศูนย์โลจิสติกส์ที่มีความได้เปรียบ

ส่วนสินค้าและธุรกิจไทยที่มีศักยภาพและโอกาสสูงที่ควรลงทุนในตลาดเมียนมา คือ กลุ่มอุปโภคบริโภคในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ กลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถไถนา เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง เครื่องสูบ น้ำ เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก กลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์อะไหล่ยานยนต์ เพราะส่วนใหญ่ในเมียนมาจะเป็นยานยนต์มือสอง เป็นโอกาสให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ได้เพิ่มขึ้น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มเปิดประเทศในช่วงแรก ๆ ของเมียนมา เช่น ธุรกิจการ
ท่องเที่ยวและร้านอาหาร สินค้าประเภทไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพและสามารถเข้าไปจับจองพื้นที่ทางการตลาดได้ไม่ยาก

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ได้นำภาคเอกชนไทยไปเปิดงาน
มหกรรมสินค้าไทยที่กรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 14 - 18 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา งาน "Thailand Week
2015" ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ การแสดงสินค้า โดยปีนี้มีบริษัทไทยร่วมงาน 177 ราย และ
บริษัทผู้นำเข้าสินค้าไทยในเมียนมา 35 ราย ประกอบด้วย อาหารและเครื่องดื่ม 60 คูหา ของใช้ของ
ตกแต่งบ้าน 44 คูหา เสื้อผ้าและรองเท้า 26 คูหา สุขภาพและความงาม 45 คูหา ธุรกิจบริการ (โรงแรม/
ก่อสร้าง/การศึกษา/สปา/แฟรนไชส์) 9 คูหา ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ 11 คูหา มีผู้เข้าชมงาน
ประมาณ 30,000 คน ถือว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้นเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ การค้าไทย-เมียนมาในปี 2556 มีมูลค่าทั้งสิ้น 196,861.58 ล้านบาท โดยในปี 2557 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 173,636.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 แบ่งเป็น
การส่งออก 77,664.62 ล้านบาท การนำเข้า 95,971.56 ล้านบาท

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำมันเบนซิน เครื่องดื่มที่ไม่มี
แอลกอฮอล์ และผ้าผืน เป็นต้น ในส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ โค กระบือ สุกร แพะ
แกะ สัตว์น้ำ ไม้ซุง พืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น


โอฬาร สุขเกษม
ฐานเศรษฐกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์