หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ทางรอดสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม

7 กุมภาพันธ์ 2015 (จำนวนคนอ่าน 1746)
 
 
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากคู่แข่ง
ในอาเซียน ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย และหลังจากไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรป (อียู) ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคมากขึ้น

วิมล ปั้นคง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา (ไอทีดี) ได้เสนองานวิจัยเรื่อง "เขตการค้าเสรีไทย/อาเซียน-สหภาพยุโรป (อียู) ในมิติอุตสาหกรรมสิ่งทอ
และเครื่องนุ่งห่ม" ว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะเสียเปรียบทางการค้ามากที่สุดใน
สถานการณ์ที่อียูยกเลิกสิทธิจีเอสพีให้ไทย ขณะที่จีนและประเทศคู่แข่งอื่น ๆ สามารถบรรลุข้อตกลง
เจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับยุโรป ซึ่งจะทำให้ปริมาณการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลเสียจะเกิดกับการส่งออกเครื่องนุ่งห่มมากกว่าสิ่งทอ

ทั้งนี้ ได้จำลองสถานการณ์ 5 แนวทาง เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิจีเอสพี ได้แก่
1. ทุกประเทศถูกยกเลิกจีเอสพี
2. ทุกประเทศ ถูกยกเลิกจีเอสพี แต่ไทยบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอกับยุโรป
3. ทุกประเทศถูกยกเลิกจีเอสพี แต่ประเทศในอาเซียนบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอกับยุโรป
4. ทุกประเทศถูกยกเลิกจีเอสพี แต่จีนบรรลุข้อตกลงกับยุโรป และ
5. ทุกประเทศถูกยกเลิกจีเอสพี แต่ทุกประเทศที่เป็นคู่แข่งด้านส่งออกสิ่งทอของไทยบรรลุข้อตกลงกับยุโรป แต่ไทยไม่ได้ทำ

หากมองในกรณีที่ 1 คือทุกประเทศถูกตัดสิทธิเหมือนกันหมด ก็จะกระทบต่อการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยไปยุโรปประมาณ 162.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะกระทบต่อรายได้ประชาชาติ (จีดีพี)
0.18% แต่หากออกมาในกรณีเลวร้ายที่สุด คือ กรณีที่ 5 นั่นหมายความว่า จะกระทบต่อการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยไปยุโรป ประมาณ 184.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.20% ของจีดีพี

คณะวิจัยประเมินว่า กรณีที่ 5 มีความเป็นไปได้สูงเพราะล่าสุดพบว่าหลายประเทศในอาเซียนได้เจรจาเอฟทีเอกับอียูแล้ว เช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะการเจรจาของเวียดนามก้าวหน้าที่สุดคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ ขณะที่ไทยยังไม่ได้เจรจาเอฟทีเอ แต่ได้ถูกตัดสิทธิจีเอสพีไปแล้ว "คาดว่าไทยน่าจะเริ่มเจรจาเอฟทีเอกับอียูได้เร็วสุดในปี 2559 และจะต้องใช้เวลาเจรจาอีก
2 - 3 ปี จึงจะเห็นและน่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในปี 2562 ซึ่งตอนนี้เวียดนามคงทำเอฟทีเอไปนานแล้ว"

อย่างไรก็ตาม การที่เวียดนามยังขาดแคลนโรงงานวัตถุดิบสิ่งทอในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ทำให้ต้องนำเข้าเส้นใยจากจีนและไต้หวัน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการวัตถุดิบสิ่งทอต้นน้ำไทยให้ย้ายฐานไปยังเวียดนาม นอกจากนี้ การขยายฐานไปเมียนมาก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง เนื่องจาก
ในอนาคตเมียนมาจะกลายเป็นแหล่งผลิตเครื่องนุ่งห่มเพื่อส่งออกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภูมิภาค

สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อาจไม่พร้อมขยายฐานไปเพื่อนบ้าน ควรศึกษาและหาลู่ทางลงทุน
ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติมีแรงงาน
เพียงพอสำหรับการผลิต ขณะเดียวกันต้องหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองแทนการเป็นผู้รับจ้างผลิต
(โออีเอ็ม) แล้วหันมาผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแทน จึงจะสามารถทดแทนรายได้ที่หดหายไปหลังจากไทยถูกอียูตัดสิทธิ จีเอสพี




ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โพสต์ทูเดย์


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์