หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน ASEAN –India Expo and Forum 2017

3 สิงหาคม 2017 (จำนวนคนอ่าน 1244)

วันนี้ (3 สิงหาคม 2560) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวเปิดงาน ASEAN –India Expo and Forum 2017 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน ASEAN - India Expo and Forum 2017 ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน - อินเดีย งานในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของอาเซียนและอินเดียจะได้มาแลกเปลี่ยนความเห็นและเปิดมุมมองทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมโยงทางสังคม เศรษฐกิจ และความเจริญเติบโตร่วมกันต่อไป ภูมิภาคอาเซียนและอินเดียถือเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก
10 ประเทศสมาชิกอาเซียนประกอบด้วยสมาชิกที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน การรวมตัวของอาเซียนและการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้สามารถดึงศักยภาพของภูมิภาคมาใช้อย่างเต็มที่ เกิดตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญของโลก โดยในปีนี้นอกจากจะครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียน - อินเดียแล้ว ยังเป็นปีที่อาเซียนมีอายุครบ 50 ปีด้วย และหลังจากที่อาเซียนได้เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้กำหนดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ AEC 2025 ใหม่ เพื่อเร่งผลักดันการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น และดึงศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดย AEC 2025 มียุทธศาสตร์สำคัญที่จะยกระดับการรวมตัวด้านการค้า การลงทุน การเงิน และการเคลื่อนย้ายบุคลากร การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงและความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่สำคัญ การพัฒนาอย่างครอบคลุมและทั่วถึงในทุกระดับ และการทำให้อาเซียนมีบทบาททางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกอย่างแท้จริง

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า สมาชิกอาเซียนสามารถร่วมกันก้าวไปสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ของอาเซียนในระยะ 10 ปีข้างหน้าได้ เนื่องจากสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศล้วนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศในกลุ่ม CLMV ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง และอาเซียนยังเป็นภูมิภาคที่เปิดรับทั้งโอกาสและความท้าทายที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัฒน์และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งจะผลักดันให้สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกในยุคอนาคตได้อย่างรวดเร็วและกลมกลืน ประเทศอินเดียถือเป็นประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกแห่งของโลก ด้วยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก เป็นตลาดที่มีขนาดมหาศาล และใหญ่มากกว่าสองเท่าของอาเซียน โดยอินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ในระยะที่ผ่านมาอินเดียได้เผยศักยภาพสู่ประชาคมโลกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านนโยบาย Make in India ของท่านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่ประกาศเมื่อปี 2014 เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอินเดียให้เป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการพัฒนาและการจ้างงานภายในประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งในอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ นอกจากนี้ อินเดียยังมีนโยบายที่น่าสนใจอย่าง Digital India ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการ ผ่านการทำงานแบบบูรณาการของภาครัฐ ส่งเสริมการนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาระบบราชการเพื่อลดขั้นตอนและให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนอย่างรวดเร็ว และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นในการบริหารนโยบายและกฎระเบียบต่าง ๆ ตลอดจนการใช้นโยบายการเงินที่ช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยลดการขาดดุลงบประมาณ และลดภาวะเงินเฟ้อด้วย

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างอาเซียนและอินเดียเป็นความสัมพันธ์อย่างรอบด้าน และเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในฐานะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1992 และครบรอบ 25 ปี ในปีนี้ ทำให้เกิดศักยภาพในการช่วยกันยกระดับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ร่วมกัน พร้อมทั้งได้มีการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน – อินเดีย โดยมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2010 ครอบคลุมทั้งเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน อาเซียนและอินเดียยังคงเดินหน้าขยายความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนการเจรจาที่สำคัญ โดยอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ประกาศเริ่มการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เมื่อปี 2013 ซึ่งจะเป็นการยกระดับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค ครอบคลุมการเปิดเสรี ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน และเสริมสร้างกฎกติกาทางการค้าให้ทันกับเศรษฐกิจโลกในยุคใหม่ ซึ่งปัจจุบัน สมาชิก RCEP ได้ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ยังจำเป็นที่จะต้องอาศัยแรงผลักดันและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สำคัญเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเจรจาดังกล่าวได้

นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียกำลังให้ความสำคัญกับนโยบาย Act East Policy ที่มุ่งหวังสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าที่แข็งแกร่งกับประเทศในภูมิภาคเอเชียทางด้านตะวันออก ซึ่งอาเซียนคือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเริ่มจากประเทศกลุ่ม CLMV จนกระทั่งเชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกต่อไป การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างอินเดียและอาเซียนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้า การบริการและการลงทุน รวมทั้งช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ อาทิ การพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เพื่อเป็นประตูเชื่อมโยงสู่อาเซียนผ่านโครงการ Trilateral Highway Project ที่อินเดียสนับสนุนการสร้างทางหลวงเชื่อม 3 ฝ่าย อินเดีย - เมียนมา - ไทย และเชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงพัฒนา Mekong - India Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางลัดเชื่อมโยงภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับอินเดียฝั่งตะวันออก โดยจะเชื่อมเส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำ ผ่านทางโฮจิมินห์ – พนมเปญ – กรุงเทพฯ – ทวาย - เจนไน เข้าด้วยกัน ตลอดจนสนับสนุนการเปิดน่านฟ้าเสรีกับอาเซียนด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจะนำศักยภาพของอาเซียนและอินเดียออกมาจำเป็นต้องเร่งพัฒนาและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญร่วมกัน 5 ด้าน ดังนี้
1. การพัฒนาภาครัฐดิจิทัล โดยเน้นบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับการบริหารราชการ การให้บริการประชาชน การเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใส โดยอาศัยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลในการปรับปรุงระบบการทำงาน การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง

2. การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย เป็นภูมิภาคแห่งอนาคต โดยเร่งการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมระบบนิเวศ ด้านนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจขนาดใหญ่นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในยุคใหม่ได้

3. การพัฒนาภาคเกษตร โดยส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน ภาคเกษตร และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่า การสร้าง Smart Farmers การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจเพื่อสังคม การสร้างความเชื่อมโยงเข้ากับตลาดและอุตสาหกรรมที่จะนำไปต่อยอด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคการเกษตรตลอดจนการขนส่งเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างแท้จริง

4. การพัฒนา MSMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่และเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค โดยเน้นอำนวยความสะดวก และส่งเสริมความสามารถในการประกอบธุรกิจทั้งตลาดในประเทศและระหว่างประเทศ พัฒนาให้สามารถก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงส่งเสริมให้ สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาคและของโลก

5. การพัฒนาและยกระดับคุณภาพกำลังคน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพื่อรองรับกับโอกาสและความท้าทายในโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ



ที่มา : www.thaigov.go.th


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์