หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในเวียดนาม

14 กุมภาพันธ์ 2015 (จำนวนคนอ่าน 5115)
 
 
 
เกือบ 30 ปี แล้วที่ประเทศเวียดนามปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า "ดอย เหม่ย (DOI MOI)" ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2529 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเวียดนามถือได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ปี 2529 มีขนาด GDP เท่ากับ 5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มเป็น 187,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2557 (ไทยมีมูลค่า GDP เท่ากับ 380 พันล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 30 เท่าตัว มีอัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7% คนเวียดนามมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นจาก 80 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี เป็น 1,868 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี (คนไทยมีรายได้ต่อหัว 7,130 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) ส่งผลทำให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น

หนึ่งในนั้นคือความต้องการสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD AND BEVERAGE : F&B) ที่เพิ่มขึ้น โดยมี 4 เหตุผลที่สำคัญคือ ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยประชากรเพิ่มขึ้นปีละ 1.2 ล้านคน ปี 2558 คาดว่าประชากรอยู่ที่ 91 ล้านคน การเข้าเป็นสมาชิกของ WTO (2007) ทำให้เกิดการค้าและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มของการบริโภคอาหารสุขภาพ การนำเข้าสินค้าประเภทจึงเพิ่มมากขึ้น และสุดท้ายคือบริโภคนิยมแบบตะวันตก กลุ่มอาหารสำเร็จรูปและแฟรนไชส์ร้านอาหารสไตล์ฝรั่ง
มีมากกว่า 150 ร้าน

กลุ่มอาหาร 4 ประเภทที่มีอัตราการขยายตัวการบริโภคโตมากๆ คือ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ อัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10% มูลค่าบริโภคอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2558 กลุ่มอาหารประเภทสำเร็จรูป เช่น อาหารกล่องหรืออาหารพร้อมกิน ส่วนมากอยู่ในร้านสะดวกซื้อ อาหารประเภทนมสดมีความต้องการจากคนเวียดนามมาก ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากที่สุด และกลุ่มสุดท้ายที่มีความต้องการมากคืออาหารสุขภาพ ส่วนเครื่องดื่มที่มิใช่แอลกอฮอล์มีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ กาแฟ น้ำชา นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้และน้ำผัก เป็นส่วนแบ่งสำคัญ เป็นต้น แต่สัดส่วนคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับที่มิใช่แอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจาก 23 ต่อ 77 เป็น 34 ต่อ 65 แสดงว่าคนเวียดนามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดย 98% (ทั้งคนและมูลค่าของเบียร์เวียดนามเป็นอันดับสามของเอเชีย รองจากจีนและญี่ปุ่น) ที่มีส่วนแบ่งมากที่สุดคือ "SAIGON BEER" 40% ตามด้วย "HANOI BEER" 20%

สำหรับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เวียดนามนำเข้าจากประเทศไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง น้ำตาลทราย สัดส่วน 25% ของการส่งออกทั้งหมดไปเวียดนาม รองลงมาคือเครื่องดื่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำแร่ และ น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่เวียดนามนำเข้าจากประเทศเพิ่มขึ้นมาก ๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา และผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านเวียดนามเริ่มนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยลดลงตามลำดับจากที่เค้าผลิตได้หลากหลายประเภท

ในปี 2017 มูลค่าการขายของอาหารและเครื่องดื่ม ในเวียดนามจะมีมูลค่าอยู่ที่ 70,000 ล้านดอลลาร์หรือ 2.2 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการค้าแบบดั้งเดิมกับการค้าแบบสมัยใหม่ ขณะนี้มูลค่าการค้าอยู่ที่สัดส่วนการค้าแบบดั้งเดิมกับสมัยใหม่ 90 ต่อ 10 ฉะนั้นช่องทางของสินค้าไทยจะไปทั้งสองช่องทาง

สำหรับร้านค้าสมัยใหม่ประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากที่สุดคือห้าง SAIGON CO-OP ซึ่งเป็นนักธุรกิจเวียดนามแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบคือ 63 ซูเปอร์มาร์เก็ต 61 ร้านขายอาหาร และ 274 ร้านสะดวกซื้อ รองลงมาคือห้าง BIG C มีสาขาทั้งหมด 21 สาขา ตามด้วยห้าง METRO CASH AND CARRY (บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ของไทย หรือ "BJC" ของไทยกำลังเข้าไปซื้อ) ซึ่งเป็นของประเทศเยอรมนีมีร้านสาขาทั้งหมด 19 สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างโฮจิมินห์ ฮานอย และเกิ่นเทอ เป็นต้น

นอกจากนั้น ก็เป็นห้าง MAXIMARK, FIVIMART, CITIMART, INTIMEX, SATRA, HAPRO,PARKSON, GIANT, LOTTE MART, AN PHU, TIEP THI GIA, และ OCEAN MART เป็นต้น ส่วนร้านสะดวกซื้อ ได้แก่ SAIGON CO-OP, VISSAN, TRUNG NGUYEN, SHOP&CO, CIRCLE K, HAPRO, CITIMART B&B และ FAMILY MART (BJC ของไทยไปซื้อและเปลี่ยนชื่อเป็น B'S MART) เป็นต้น ในขณะที่ร้านค้าแบบดั้งเดิมมีทั้งหมด 700,000 ร้าน เป็นตลาดสด 9,000 แห่ง

สำหรับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มใดบ้างที่สินค้าของไทย ยังพอมีโอกาสเข้าขายในตลาดเวียดนามก็ยังพอมี โดยหากเราประเมินจากส่วนแบ่งตลาดของสินค้าประเภท เราพบว่าบางสินค้าอาจจะไม่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ขอเริ่มอย่างนี้ ผลิตภัณฑ์นมส่วนแบ่งตลาดเป็นของนิวซีแลนด์ (34%) สหรัฐ (30%) ยุโรป และออสเตรเลีย ผลิตภัณฑ์พืชตระกูลถั่วไม่มีจากอาเซียนเลย ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบแอฟริกา ส่วนอาหารสำเร็จรูป (PREPARED FOOD) นำเข้ามาจากยุโรป (33%) สิงคโปร์ (20%) และจากประเทศไทยเพียง 10% เท่านั้น
 
ผลไม้สด สินค้าจากประเทศจีนครองตลาด 50% ตามด้วยผลไม้จากประเทศไทย 20% อาหารกินเล่น (SNACK FOODS) สินค้าจากประเทศอินโดนีเซียครองตลาดอันดับหนึ่ง 35% ตามด้วยสินค้าจากฟิลิปปินส์ ส่วนแบ่งจากประเทศไทยยังมีน้อยมาก ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ไทยมีศักยภาพมากแต่ยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อย

ผักสดส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน 90% ผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวสินค้าจากอินเดียครองตลาด 60% ตามด้วยออสเตรเลีย สินค้าไวน์ และเบียร์มีส่วนแบ่งจากยุโรป 40% ตามด้วยประเทศไทย 20% ผลิตจากเนื้อหมูเป็นสินค้าจากแคนาดาและยุโรป ผลไม้แปรรูปสินค้าจากจีนมีส่วนแบ่ง 32% และสินค้าจากไทยมีส่วนแบ่ง 13%

ที่น่าสนใจคือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำผักและผลไม้ เป็นสินค้าจากประเทศอิสราเอลและบราซิลมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเมื่อเทียบสินค้าจากประเทศอาเซียน ตัวเลขข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีหลายสินค้าของไทยที่ไม่มีส่วนแบ่งขาย ในขณะที่สินค้าของไทยที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่แล้ว ก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดยังน้อยอยู่ หลัก ๆ มาจากการทำตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยในสายตาของผู้บริโภคเวียดนามยังน้อยมาก ซึ่งต้องบอกว่า "น่าเสียดาย"




รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กรุงเทพธุรกิจ


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์