หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เขตเศรษฐกิจพิเศษ พิเศษจริงหรือ..?

17 กุมภาพันธ์ 2015 (จำนวนคนอ่าน 2645)
 

 
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม ได้เดินทางไปร่วมประชุมและมอบนโยบายในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 17
มี จ.ตาก พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ เป็นเจ้าภาพและมีระดับผู้ว่าฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ พร้อมทั้งหัวหน้า
ส่วนราชการในระดับภูมิภาคและจากกรุงเทพมหานครเข้าร่วมประชุมด้วยประมาณเกือบ 100 ราย

ทั้งนี้ จากรายงานของหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันอังคารที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ได้รายงานการเดินทางไปมอบนโยบายไปแล้ว พร้อมทั้งเชิญชวนว่า "มหกรรมการค้าชายแดนจังหวัดตาก" ที่ อ.สอด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ส่งผลให้เกิดการสะพัดของการค้าชายแดน ซึ่งมิใช่เฉพาะที่ จ.เมียวดี ประเทศเมียนมาเท่านั้น แต่มีเมืองพะอัน และเชื่อมโยงกับจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนล่างหรือภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ว่าไปแล้วจะส่งผลกระทบเชิงบวกกับ "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" และ "อุตสาหกรรมการบริโภค" ในอนาคต โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับภาคตะวันตกของประเทศไทย

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครั้งที่ 1/2558 ที่ผ่านมา โดยมีการประกาศพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
5 แห่ง ประกอบด้วย อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.คลองใหญ่ จ.ตราด, จ.มุกดาหาร และ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งทั้ง 5 แห่งนี้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งนี้ ยังมีแนวคิดที่จะพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอีก 3 แห่ง หรือ 5 แห่งในอนาคต โดยที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่แม่สอดเป็น "ต้นแบบ (MODEL)" สำคัญในการ "บุกเบิก" หรือ "นำร่อง" สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต่อ ๆ ไป

ว่าไปแล้ว อ.แม่สอด จ.ตาก มีความพร้อมมานานแล้วในการเป็นเขตบุกเบิกสำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ว่าใกล้กับเมืองเมียวดีและเชื่อมต่อไปยังกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของเมียนมา
และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ การที่แรงงานเมียนมาโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงที่เดินทางเข้าออกมาทำงานในเมืองไทยสมัยเป็น "แรงงานต่างด้าวเถื่อน" จนปัจจุบัน "มีใบอนุญาต" กันเรียบร้อยเสียส่วนใหญ่

การกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้น ว่าไปแล้วคำว่า "เขตเศรษฐกิจ" น่าจะมีความหมายถึง "การค้าขาย" เท่านั้น แต่พอกำหนดให้เป็น "เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" โดยเฉพาะคำว่า "พัฒนา-พิเศษ" นั้นน่าจะมีความหมายลึกซึ้งมากกว่า "การค้าขาย" แต่เพียงเท่านั้น เนื่องด้วยคำว่า "พิเศษ" นั้นย่อมมีความหมายให้แปลว่า "พิเศษอย่างไร?" เหตุผลเพราะว่า "การลงทุน" ในบ้านเรานั้นตามความ
เป็นจริงจะต้องดำเนินการขอใบอนุญาต กระบวนการขั้นตอนมากมายและซับซ้อน เนื่องด้วยกว่าจะได้
ใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานหรือบริษัท ต่อมาถ้าทำธุรกิจอะไรต้องดำเนินการขอใบอนุมัติในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน อาจนับหลายเดือนหรืออาจเป็นปีก็ได้

ถามว่า "พิเศษ" หรือไม่สำหรับ "นักลงทุน-ผู้ประกอบการ" ที่ปกติต้องกำหนดเป้าหมายสำคัญคือ "กำไร" จนถึง "กำไรมากที่สุด" ซึ่งปัจจุบันเฉพาะ อ.แม่สอด จ.ตาก ราคาที่ดินอย่างต่ำไร่ละ 4 ล้านบาท จนไต่ถึงไร่ละ 6 - 7 ล้านบาท เท่านั้นยังไม่พอยังต้องติดต่อยื่นขอใบอนุญาตแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกิจการของแต่ละบริษัทแต่ละโรงงาน แต่ที่แน่ ๆ หนีไม่พ้นกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งขอย้ำว่า
"ขั้นตอนยาวและเยอะมาก" ที่ต้องอดทนกับการเข้าสู่ "เส้นชัยกำไร" โดยอาจนานนับปี

ดังนั้น รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ถามว่า ถ้านักลงทุนต้องการมาลงทุนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก แล้วต้องดำเนินการด้านการลงทุนด้วยงบประมาณซื้อที่ดินจำนวนมาก บวกกับขั้นตอนในการดำเนินการขอใบอนุญาตต่าง ๆ พร้อมกับรอระยะเวลาในการที่ต้องยอมขาดทุนนานนับหลายเดือนกว่าจะเข้าสู่ผลกำไรที่ต้องใช้เวลานานนับปี นักลงทุนคงจะไม่กล้ามาลงทุนอย่างเด็ดขาด สู้ไปลงทุนที่สิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซีย ที่ภาครัฐสามารถกำหนด "มาตรการพิเศษ" สำหรับการลงทุนด้วย อาจกำหนดพื้นที่พิเศษด้วยราคาเช่าที่ดินที่สมน้ำสมเนื้อ พร้อมทั้งกระบวนการขั้นตอนขอใบอนุญาตเพียงนับวันหรือ
สัปดาห์เท่านั้น ต้องถามต่อว่า "นักลงทุนจะเลือกลงทุนที่ไหนระหว่างไทยกับสิงคโปร์!"

จริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศด้วยเป้าหมายหลักสามประการ
กล่าวคือ ความมั่นคงด้านความสามัคคีปรองดอง การปราบปรามทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่เป้าหมายที่เร่งด่วนที่สุดคือ "ด้านเศรษฐกิจ" ที่มุ่งสู่ประชาชนกับเกษตรกรระดับรากหญ้า เพราะฉะนั้น "เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" จึงต้องเป็นเป้าหมายในการพัฒนาให้ "พิเศษ" จริง ๆ ด้วยการออกพระราชบัญญัติหรือกฎหมายสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเชิญชวนนักลงทุนให้มาลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

"เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" ปัจจุบันมีเพียง 5 แห่งเท่านั้น ทั้งนี้ ได้มีการกำหนด "พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาของทางราชการ พ.ศ.2558" และเริ่มจัดตั้ง "ศูนย์บริการจุดเดียว (ONE STOP SERVICE)" ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับการขอใบอนุญาต ณ จุดเดียวเพื่อมิให้เสียเวลา เนื่องด้วยประเทศไทยเราเป็น "ศูนย์กลาง (HUBCENTER)" ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่แล้ว โดยเฉพาะแนวคิดด้านการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงระหว่างเหนือจรดใต้ (NORTHSOUTH
ECONOMIC CORRIDOR) และระหว่างตะวันออกสู่ตะวันตก (EAST-WEST ECONOMIC CORRIDOR) ที่เป็นระเบียงเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจอย่างหนีไม่พ้นที่ต้องเริ่มต้นจากจังหวัดเชียงรายลงสู่จังหวัดพิษณุโลกเชื่อมต่อถึงกรุงเทพมหานคร และเดินสู่ภาคใต้มุ่งสู่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

ส่วนด้านตะวันออกสู่ตะวันตกเริ่มจาก จ.นครพนมและมุกดาหาร มุ่งสู่ จ.อุดรธานี หนองคายและพิษณุโลก ต่อด้วย จ.ตาก และ อ.แม่สอด เชื่อมต่อกับประเทศเมียนมาด้วยระบบขนส่งรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วปานกลาง 180 กิโลเมตรต่อหนึ่งชั่วโมง ทั้งขนส่งสินค้าและขนส่งมวลชน ซึ่งขอเน้นว่าประเทศไทย
หนีไม่พ้นอย่างแน่นอนกับการเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่ง โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ที่สำคัญมากไปกว่านั้นปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลจีนและญี่ปุ่นพร้อมที่จะลงทุนสร้างระบบรถไฟรางคู่กับรถไฟความเร็วปานกลาง โดยเฉพาะทางรัฐบาลจีนได้ลงนามทำสัญญาเอ็มโอยู (MOU : MEMOIR OFUNDERSTANDING) กับทางรัฐบาลไทยไปเรียบร้อย โดยเชื่อมโยงกับเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานทาง
ตอนใต้ของจีน ลงมาทางหลวงพระบาง นครเวียงจันทน์ และเชื่อมเข้าสู่ จ.หนองคาย ประเทศไทย

ดังนั้น การกำหนดความเป็นพิเศษของเขตพัฒนาเศรษฐกิจทุกพื้นที่เชื่อมโยงทุกภูมิภาคจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐบาลไทย โดยกำหนด พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ และศูนย์บริการ
จุดเดียว เพื่อหวังว่าอุตสาหกรรมการลงทุนจากชาวไทยและต่างชาติต้องเริ่มนับหนึ่งแล้ว รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม กำลังเร่งเครื่องเพื่อขับเคลื่อนความเป็นพิเศษของการปฏิรูปเศรษฐกิจ
ที่เป็นเป้าหมายหลักในการดึงตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเพื่อรองรับและเตรียมความพร้อมกับการเป็น "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)"





ไชยา ยิ้มวิไล
มติชน
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์