หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
บรูไน : โอกาสด้านการค้าและการลงทุนของไทย

18 กุมภาพันธ์ 2015 (จำนวนคนอ่าน 3838)
 
 
 
ก้าวเข้าสู่ปี 2558 ที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ต้องเร่งสร้างความพร้อมตามข้อตกลงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และมุ่งเน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียน เพื่อให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างชัดเจน ประเทศไทยมี
นโยบายส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลง ความร่วมมือต่าง ๆ ของอาเซียนได้ ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศสมาชิกต่างแข่งขันด้านการส่งออกกันอย่างเข้มข้น

โดยจากตัวเลขการค้ากับประเทศสมาชิกทั้งหมดนั้น มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับบรูไนถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ โดยอยู่อันดับสุดท้ายในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 52 ของทั้งโลกในปี 2557 ดังนั้น ประเทศไทยควรใช้โอกาสในการเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับบรูไน

ประเทศบรูไน หรือชื่อทางการว่า "รัฐบรูไนดารุสซาลาม" (State of Brunei Darussalam) หรือในภาษามาเลย์ว่า เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) มีรายได้หลักมาจากการผลิตน้ามันและก๊าซธรรมชาติ โดยบรูไนส่งออกน้ามันและก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด เนื่องจากปริมาณการบริโภคภายในประเทศค่อนข้างน้อย ด้วยมีจำนวนประชากรประมาณสี่แสนคน รัฐบาลบรูไนตระหนักดีว่าพลังงานที่ครอบครองอยู่นั้นกำลังจะหมดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยประกาศแผนพัฒนาระยะยาว "วิสัยทัศน์บรูไน ปี 2578" (Wawasan 2035 - Vision Brunei 2035)

แผนพัฒนาฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าบรูไนให้ความสาคัญกับการพัฒนาภาคเศรษฐกิจอื่นนอกจากภาคพลังงานที่ไม่ต้องการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว รวมถึงการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ ในปี 2557 ประเทศไทยส่งออกข้าวไปยังบรูไนเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าการส่งออกของแต่ละสินค้ามากกว่าพันล้านบาท ส่วนสินค้าอื่น ๆ ที่ส่งออก
มีมูลค่าไม่ถึงสองร้อยล้านบาท สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ที่บรูไนยอมรับมาตรฐานสินค้าอาหารฮาลาลของมาเลเซียเท่านั้น แต่บรูไน
ยังมีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร ซึ่งการผลิตภายในประเทศยังไม่เชี่ยวชาญมากนัก ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

จึงถือเป็นโอกาสในการลงทุนของผู้ประกอบการไทยที่ควรอาศัยนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลบรูไน ที่ให้สิทธิพิเศษหลายประการแก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น การให้สิทธิพิเศษด้านภาษี โดยบรูไนไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและห้างหุ้นส่วน ไม่มีเก็บภาษีส่งออก ภาษีขาย ภาษี
การผลิต สำหรับภาษีนิติบุคคลนั้นยังมีการเรียกเก็บอยู่แต่เป็นการเรียกเก็บจากนิติบุคคลที่เป็นบริษัทเท่านั้น

ล่าสุดภาษีนิติบุคคลอัตราใหม่ของบรูไนอยู่ที่ 18.5% จะส่งผลให้เป็นประเทศที่เก็บอัตราภาษีตามกฎหมายต่ำเป็นลำดับที่ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ที่ 17% รัฐบาลบรูไนยังได้ลงนามความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Investment Guarantee Agreements) กับประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA) ครอบคลุมการลงทุนเรื่องการเปิดเสรี (Liberalization) การคุ้มครอง (Protection) การส่งเสริม (Promotion) และการอำนวยความสะดวก (Facilitation) ครอบคลุมการลงทุนในธุรกิจ
5 สาขา ประกอบด้วย เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงบริการที่
เกี่ยวเนื่องกับ 5 สาขาข้างต้น ซึ่งครอบคลุมถึงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และการลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) อันเป็นผลมาจากการที่ รัฐบาลบรูไนต้องการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาธุรกิจต่าง ๆ นอกเหนือจากภาคพลังงาน เพื่อเป็นการ
ปูทางไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตที่ไม่อาจพึ่งพาภาคพลังงานได้อีกต่อไป

บรูไน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุมัติโครงการลงทุนที่เกี่ยวกับทรัพยากรพื้นฐาน ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรพื้นฐาน (Ministry of Industry and Primary Resources: MIPR) ซึ่งดำเนินการเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบริษัทหรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยบรูไนได้จัดตั้ง Industrial Site จำนวน
9 แห่ง มีพื้นที่ 568 เฮกตาร์ และ Industrial Complex 3 แห่ง สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจัดระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบการระบายน้ำ ระบบจัดการของเสีย การไฟฟ้า การสื่อสารโทรคมนาคม และการประปา อยู่ในความดูแลขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งบรูไน (Brunei Industrial Development Authority: BINA) มีหน้าที่รับพิจารณาข้อเสนอจากวิสาหกิจขนาดกลาง
และย่อม และนักลงทุนต่างชาติที่มีความประสงค์จะเช่าพื้นที่ใน Industrial Site และ Industrial Complex รวมถึงให้การสนับสนุนด้านการบริการในการเสนอแนะข้อมูลให้บริษัทที่อยู่ใน Industrial Site ทั้งการประสานงานกับกรมแรงงานในเรื่องการขึ้นทะเบียนแรงงาน และประสานงานกับสานักงานตรวจคนเข้าเมืองในเรื่องใบอนุญาตการทางานการตรวจลงตรา โดยทั้งหมดนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจาก MIPR ในขั้นตอนสุดท้าย

การประกอบธุรกิจในบรูไนนั้น กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจแฟรนไชส์จากต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธี
ร่วมทุนกับชาวบรูไน เพื่อเจาะตลาดและขยายกิจการ เนื่องจากชาวบรูไนนิยมสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยสินค้าเกษตรของไทยได้รับความนิยมจากชาวบรูไนเนื่องจาก
มีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน มีคุณสมบัติสอดคล้องกับกฎระเบียบของทางการ แม้ว่าตลาดบรูไนจะเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่มีกำลังซื้อสูง ทั้งยังมีการแข่งขันค่อนข้างน้อยหากเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

ผู้ประกอบการไทยจึงมีโอกาสในการลงทุนสูง โดยเฉพาะธุรกิจภาคเกษตรและบริการอันเป็นภาคธุรกิจ
ที่นักลงทุนไทยมีความเชี่ยวชาญ นับเป็นหนทางประกอบธุรกิจใหม่ที่ท้าทายนักลงทุนอีกทางหนึ่ง




เอกจรินทร์ รอดเจริญ
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
กรุงเทพธุรกิจ
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์