หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ประเทศในอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

5 มิถุนายน 2017 (จำนวนคนอ่าน 2802)

รายงานขยายประเด็นวันนี้ ยังอยู่ที่เรื่องสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งวันนี้เป็นตอนสุดท้าย ที่จะนำเสนอเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมของไทย ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และมีคุณภาพ โดยครอบคลุมทุกมิติ
 
ประเทศในอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลปี 2559 ไทยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุกว่า 16 ล้านคน และคาดหมายว่า ในปี 2564 ประเทศไทย จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยองค์การสหประชาชาติ คาดหมายสถานการณ์ผู้สูงอายุในอาเซียน ว่าในปี 2583 ประเทศไทย จะมีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 32-33 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นประเทศ ที่มีส่วนแบ่งของจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในภูมิภาค ดังนั้นแล้วประเทศไทยจะสามารถทำอะไรได้บ้าง หรือต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นไปอย่างมีคุณภาพ
 
ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจว่า การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่เพียงตัวผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุกคน การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมในวงกว้างและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้งการปรับสมดุลของชีวิตการทำงานและครอบครัว ตลอดจนนโยบายในช่วงชีวิตการทำงาน ที่จะต้องสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ การปฏิรูปแรงงานและนโยบายด้านภาษี เพื่อสนับสนุนชีวิตการทำงานที่ยาวนานและมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้ขับเคลื่อนและได้จัดทำแผนผู้สูงอายุ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนายสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาการทำงานของแต่ละหน่วยงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่จากนี้การขับเคลื่อนแผนผู้สูงอายุ จะเน้นให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติด้านสุขภาพ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคมและมิติด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งมีทั้งมาตรการระยะยาวและมาตรการระยะเร่งด่วน
 
("เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญผู้สูงอายุอย่างยิ่ง ก็จะมีมาตรการระยะยาว มาตรการระยะสั้นก็ภายใน 1 ปีนี้ เป็นมาตรการเร่งด่วน คือ มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 รองรับสังคมผู้สูงอายุ 4 มาตรการ ที่เราทราบกันดี คือ มาตรการการจ้างงานผู้สูงอายุ มาตรการการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุ มาตรการสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ และมาตรการการออมภาคบังคับสำหรับผู้สูงอายุ อันนี้เป็นมาตรการระยะสั้น คือ เร่งด่วน”)
 
ส่วนมาตรการระยะยาวในแผนผู้สูงอายุนั้น จะมีการขับเคลื่อนงานไปสู่ท้องถิ่น โดยการหาพื้นที่สำหรับผู้อายุในแต่ละพื้นที่ โดยส่วนที่เล็กที่สุด คือ ระดับตำบล ซึ่งในระยะเริ่มแรก จะใช้ศูนย์พัฒนาชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 878 แห่งทั่วประเทศ เป็นสถานที่นำร่อง รวมถึง โรงเรียนผู้สูงอายุ ของกรมการปกครอง กว่า 600 แห่ง ในการพัฒนาเป็นสถานสงเคราะห์ระดับเล็กที่สุดขึ้นมารองรับบุคคลที่อยู่กับครอบครัวไม่ได้ หรือครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ ซึ่งระหว่างนี้ จะมีการอบรมอาสาสมัคร หรือ แคร์คีฟเวอร์ ประจำอยู่ตามศูนย์ต่างๆ เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่รัฐบาลกำหนด
 
("ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็จะเกิดเป็นสถานสงเคราะห์ระดับเล็กที่สุดขึ้นมา ก็คือ บุคคลที่อยู่กับครอบครัวไม่ได้ ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ ท้องถิ่นเอามาดูแลเอง ก็เป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ ก็เป็นเนิซซิ่งโฮม แต่ว่าจะเป็นขนาดเล็กที่สุด มาตรฐานเราอาจกำหนดไว้ไม่เกิน 10 คน มีแคร์คีฟเวอร์ 2 คน อันนี้คือการวางแผนในยุทธศาสตร์ 20 ปี ก็จะครอบคลุมทั้งประเทศ”)
 
นอกจากมาตรการด้านต่างๆ ของรัฐแล้ว ยังมีแนวทางขับเคลื่อนในเชิงประชารัฐ ด้วยการส่งเสริมให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดตั้งสถานที่สำหรับผู้สูงอายุในระดับใหญ่ขึ้น จนอาจเรียกเป็น ซีเนียร์คอมเพล็กซ์ในอนาคต เพื่อให้การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับ
 
 
 
ข้อมูล  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์