หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
Green ASEAN

10 พฤษภาคม 2017 (จำนวนคนอ่าน 2014)

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้มีความยั่งยืนภายหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความท้าทายต่อประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน นั่นเพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาความสามารถเพื่อรับมือร่วมกัน ที่สำคัญแนวทางในการรักษาระบบนิเวศน์และสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์และยังยืนย่อมเป็นรากฐานของการพัฒนาและช่วยบรรเทาปัญหาภัยพิบัติของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
 
หลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทย ภูมิภาคอาเซียนและทั่วทั้งโลกต่างต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงนับครั้งไม่ถ้วนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จึงทำให้ภัยธรรมชาติต่าง ๆ เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น อากาศที่ร้อนขึ้นและความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นได้ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้ง และไม่เป็นไปตามฤดูกาล รวมไปถึงอัตราเสี่ยงการเกิดอุทกภัยแบบฉับพลันส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัยและก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์
 
อาเซียนภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาลและเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลกมายาวนานจะต้องตั้งรับและปรับตัวอย่างไร การเปิดประชาคมอาเซียนทำให้เกิดประเด็นท้าทายของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคแห่งนี้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ แม้ว่าประชาคมอาเซียนจะมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีความมั่นคงทางสังคม ความอยู่ดีกินดี และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีก็ตาม แต่ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ส่งเสริมให้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจเพื่อให้ภูมิภาคกลายเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันก็ย่อมกระตุ้นให้มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ระหว่างประเทศสมาชิกมากขึ้น การเติบโตของภาคการผลิตในอัตราที่เพิ่มขึ้นจึงอาจเป็นการเร่งให้เกิดกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคเพิ่มขึ้นด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เพื่อนำมาใช้ในการเกษตร การทำการประมงชายฝั่งในพื้นที่ป่าชายเลน ตลอดจนการเร่งสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม และการปล่อยมลพิษของภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
 
ด้วยความแตกต่างของระดับการพัฒนาและระบอบการปกครองของประเทศในอาเซียน จึงทำให้ในบางพื้นที่มีการประกอบการ ที่ขาดจริยธรรมและการรับผิดชอบต่อผลกระทบของชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพของความร่วมมือ กลไกและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค จึงเป็นประเด็นที่อาเซียนไม่อาจละเลยหรือเพิกเฉยอีกต่อไป โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาความสมดุลของการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกับการรักษาพื้นที่ป่าไม้ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตร มลพิษข้ามแดน รวมถึงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกและมลภาวะทางอากาศ
 
ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนมีสัดส่วนพื้นที่ป่าไม้อยู่ที่ร้อยละ 42.7 ของภูมิภาค อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดคือร้อยละ 51.8 ของพื้นที่ประเทศ ป่าไม้ในภูมิภาคอาเซียนมีความหลากหลาย ทั้งป่าเขตร้อน ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าสน ป่าชายเลนและป่าฝนเขตร้อน นับว่ามีความสำคัญเพราะมีความอุดมสมบูรณ์และให้ผลผลิตจากป่าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งไม้มีค่า สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากป่าจำนวนมากที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ก็พบว่ามีพื้นที่ป่าไม้แทบทุกประเทศในอาเซียนกลับถูกคุกคามจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินและนำไปสู่ปัญหาภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ทั้งไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง และดินถล่ม ไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่สูญเสียป่า กัมพูชาและลาวป่าก็ถูกทำลายมากที่สุด องค์การระหว่างประเทศพยายามสนับสนุนให้มีความร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นพื้นที่ขนาดใหญ่ให้เกิดพื้นที่อนุรักษ์ที่เชื่อมกันระหว่างประเทศ
 
นอกจากนี้ อาเซียนยังมีทุนธรรมชาติทางทะเลที่มีความสำคัญไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก นั่นก็คือชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวรวมกันกว่า 1 แสนกว่ากิโลเมตร โดยประเทศอินโดนีเซียมีชายฝั่งยาวเป็นอันดับสองของโลก คือประมาณ 5 หมื่นกว่ากิโลเมตร ส่วนประเทศไทย มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,200 กิโลเมตร จึงทำให้เป็นแหล่งทรัพยากรประมง แหล่งปะการัง และสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลที่มีคุณค่า ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมถึงเป็นเส้นทางการขนส่งทางน้ำที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก
 
อย่างไรก็ตาม จากการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นในปัจจุบันส่งผลต่อป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปราะบางเสี่ยงต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์ไม่ต่างจากป่าบกบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายประเทศมีปัญหา การทรุดตัวของแผ่นดิน และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เพิ่มขึ้นเพราะผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ชีวิตเราทุกคนดำรงอยู่ได้เพราะมีป่าที่ให้น้ำ อากาศและอาหาร แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศยังคงมีนโยบายสร้างเขื่อนใหญ่โต โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบนพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง แต่จะทำอย่างไรเพื่อคนอยู่รอดและป่าก็อยู่ได้ การให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนถึงระบบนิเวศน์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
 
ผลกระทบของภาวะโลกร้อนมีให้เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ทั้งสภาพลมฟ้าอากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุที่รุนแรง อากาศที่ร้อนผิดปกติจนมีคนเสียชีวิต รวมไปถึงโรคระบาดชนิดใหม่ ๆ และในอนาคตก็มีการคาดการณ์กันว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราก็สามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้หลายวิธี ทั้งการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัด เช่น การปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้ หรือการใช้น้ำอย่างประหยัด ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่เราทุกคนต้องช่วยกันเพื่อทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ต่อไป
 
สิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศในอาเซียนต้องร่วมคิดและร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาอาเซียนไปสู่ความเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสีเขียวซึ่งจะช่วยลดผลกระทบภัยของพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศลงได้
 
 
ข้อมูล : ASEAN Connect
เรียบเรียง : ปัทมาพร งึ้มนันใจ / ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์