หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
ไทยพร้อมเดินหน้าสนับสนุนนโยบาย One Belt One Road ของจีน

4 พฤษภาคม 2017 (จำนวนคนอ่าน 1862)

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2560 เพื่อเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ณ กรุงปักกิ่ง
 
การประชุมจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและร่วมกันพัฒนาเส้นทางสายเศรษฐกิจแห่งนี้ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยมี ผู้นำจาก 28 ชาติ รัฐมนตรีกว่า 100 คน พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ 80 องค์กร และ นักธุรกิจระดับโลกเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 1,200 คน โดยนโยบาย "One Belt One Road” (OBOR) เกิดจากแนวคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอีก 64 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน มี GDP รวมกันกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 62 และ 30 ของโลก ทั้งนี้ จีนพยายามที่จะส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งทางบก (เส้Œนทางสายไหมทางเศรษฐกิจ จำนวน 3 เส้นทาง) และทางทะเล (เส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 จำนวน 2 เส้นทาง) เชื่อมระหว่างอาเซียน เอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยการเชื่อมโยงความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านนโยบาย การเสริมสร้างสมรรถนะ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และความร่วมมือด้านการเงินซึ่งมีจีนเป็นจุดศูนย์กลาง สำหรับการประชุมในครั้งนี้จีนจะได้มีการหารือถึงแนวทางการผลักดันนโยบาย OBOR ในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ความสามารถในการผลิต การเงิน และการค้าและการลงทุน เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วในการประชุมยังจะได้มีการจัดตั้งคณะทำงานในสาขาต่างๆ ขึ้นมา เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการลงทุน อีกด้วย
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์นั้น ก็ได้ให้การสนับสนุนแนวคิดนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงในภูมิภาค (Connectivity) ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล เพื่อให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงการของรัฐบาลที่สามารถดำเนินการควบคู่กับนโยบาย OBOR ของจีน อาทิ (1) โครงการประเทศไทย 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับจีนที่มีแผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ที่เน้นเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และสินค้านวัตกรรม จึงทำให้นโยบายของทั้งสองประเทศนี้สามารถที่จะพัฒนาร่วมกันสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้ และ (2) โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของเอเซีย โดยจะเป็นศูนย์กลางในการคมนาคม เป็นจุดขนส่งและกระจายสินค้า เป็นที่ตั้งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค นอกจากนั้นยังเป็น Gateway สำคัญของ นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนชาวจีนที่จะเข้ามาใช้ EEC ในการเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปสู่กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 
"รัฐบาลจีนให้ความสนใจกับโครงการนี้ไปอย่างมาก โดยได้กำหนดตำแหน่งทางยุทศาสตร์ของแต่ละภูมิภาคไว้อย่างชัดเจนเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว อาทิ ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมไปยังประเทศในเอเชียกลาง ใต้ และตะวันตก ตลอดจนเชื่อมไปยังรัสเซียในด้านเหนือ โดยมีมณฑลซินเจียงเป็นมณฑลหลัก ในส่วนภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ ถูกกำหนดให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่จะเชื่อมไปยังอาเซียน สำหรับมณฑลภาคกลางของประเทศ ถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางการเชื่อมโยงหลักในการเชื่อมกับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ โดยเน้นการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอีกทั้งยังมีกำลังแรงงานเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับการพัฒนา และสุดท้ายมณฑลทางภูมิภาคชายฝั่งด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ๆ มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้งของท่าเรือชายฝั่งและศูนย์กลางด้านการบินระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเชื่อมโยงตามเส้นทาง OBOR ที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจจีนเข้ากับเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคทั่วโลกนั้นจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองตามแนวที่เส้นทาง OBOR พาดผ่าน ซึ่งจะทำให้เกิดตลาดใหม่ขึ้นมารองรับการส่งออกสินค้าของไทยเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศเร่งศึกษาศักยภาพและโอกาสของเมืองตามแนวเส้นทาง OBOR เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนหรือร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาตลาดที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ต่อไปแล้ว” นางอภิรดี กล่าวในตอนท้าย
 
ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 นี้ (ม.ค.-มี.ค.) จีนถือได้ว่าเป็นประเทศคู่ค้าที่มีมูลค่าการค้า กับไทยมากเป็นลำดับที่ 1 โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึง 17,226 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.6 แยกเป็นไทยส่งออกไปจีน มูลค่า 7,155 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 36.9 และไทยนำเข้าจากจีน มูลค่า 10,071 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 2.7 สำหรับในปี 2560 นี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกไทยไปยังจีนจะขยายตัวร้อยละ 4
 
ข้อมูล www.thaigov.go.th

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์