หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> ไทย (Thailand)
ปฏิญญากรุงเทพ : มรดกความทรงจำของอาเซียน

24 เมษายน 2017 (จำนวนคนอ่าน 4380)

เป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่รัฐประชาชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างกัน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ซึ่งความร่วมมือนี้กำลังได้รับการพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาคมเดียวกันอย่างสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในปี 2558
 
สิ่งสำคัญที่ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์สำหรับคนรุ่นใหม่ และถูกมองข้ามไปนานแล้ว คือ การย้อนอดีตพินิจความเป็นมาของอาเซียน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นความเป็นมาจากการลงนามในเอกสารสำคัญที่เรียกว่า ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อ 8 สิงหาคม 2510 มีชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมลงนามจัดตั้งสมาคมอาเซียน ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์และไทย ต่อมาภายหลังเราถือกันว่าข้อตกลงปฏิญญากรุงเทพฯ ถือเป็นปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) หรือข้อตกลงในการก่อกำเนิดอาเซียนอย่างเป็นทางการ
 
สาระหลักและวัตถุประสงค์สำคัญ คือ ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และร่วมมือกันในทุกๆ ด้าน เพื่อร่วมฝ่าฟันภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคแห่งนี้
 
ซึ่งขณะนั้น สงครามอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและขบวนการคอมมิวนิสต์แทรกซึมรุกคืบอยู่ในทุกประเทศทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งมีแนวโน้มว่าคอมมิวนิสต์จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามแห่งความแตกต่างทางอุดมการณ์นี้
 
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การถือกำเนิดของอาเซียนตามปฏิญญากรุงเทพฯ เป็นผลพวงหรือผลิตผลของสงครามเย็น ตามนโยบายสกัดกั้นของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการเฝ้าระวังและจับตามองฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างใกล้ชิด นำมาสู่การผลักดันให้เกิดกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ขึ้นหลายกลุ่มเกือบทุกภูมิภาคของโลกตลอดช่วงทศวรรษที่ 60 ถึง 80 ถือเป็นการตอบโต้ฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างเป็นรูปธรรมและยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งภายในให้แก่ประเทศต่างๆ อีกด้วย
 
การให้สัตยาบันลงนามในเอกสารประวัติศาสตร์ปฏิญญากรุงเทพฯ นี้ ได้บ่งบอกถึงภาวการณ์และความคาดหวังของชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ภายใต้กระแสการบีบคั้นของสงครามเย็นอันตึงเครียด โดยปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุสาระที่น่าสนใจไว้ คือ สันติภาพ สะท้อนภาวะสงครามที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคในขณะนั้น ทั้งสงครามในอินโดจีนที่ขบวนการคอมมิวนิสต์กำลังรุกไล่บรรดาอิทธิพลของชาติตะวันตกและปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่แนวทางสังคมนิยม
 
ขณะที่ประเทศไทยก็กำลังปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) เช่นเดียวกับที่รัฐบาลมาเลเซียทำสงครามยืดเยื้อกับโจรจีนมลายาที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ส่วนอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ได้ใช้กองทัพเข้าปราบปรามผู้ฝักใฝ่ขบวนการคอมมิวนิสต์อย่างหนักหน่วง สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นที่มาของการแสวงหาสันติภาพในภูมิภาค
 
ความก้าวหน้า เป็นหลักการที่กำหนดไว้ ซึ่งสะท้อนภาวะความถดถอยและหยุดนิ่งของบรรดาชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่ได้รับเอกราชเป็นต้นมา โดยทุกประเทศยังคงไม่ได้รับการพัฒนา แม้ว่าเกือบทุกชาติจะได้รับมรดกการวางรากฐานความเจริญจากยุคอาณานิคม แต่ทันทีที่ได้รับเอกราชและเริ่มต้นการสร้างชาติใหม่ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ความล้าหลังในระบบเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมแบบสังคมจารีตประเพณีดั้งเดิม อีกทั้งภัยคุกคามจากลัทธิอุดมการณ์การเมืองที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้ถดถอยและหยุดนิ่งในการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาคนและระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างที่ควรจะเป็น
 
ความมั่งคั่ง สะท้อนภาวะความยากจน และคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ตกต่ำแร้นแค้น ช่องว่างทางสังคมและรายได้ที่แตกต่างกันอย่างมากของคนรวยและคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาวนาชาวไร่และผู้ใช้แรงงานในทุกสังคมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชีวิตความเป็นอยู่ไปอย่างลำบากแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากบรรดานักการเมือง พ่อค้า ทหาร ข้าราชการและชนชั้นนำอื่นๆ ในสังคม ความยากจนของบรรดาชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงานนี้นำมาสู่การหันเหไปสู่การเข้าร่วมกับขบวนการสังคมนิยมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
 
ความเจริญรุ่งเรืองอันยั่งยืน เป็นเป้าหมายสูงสุดที่ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้กำหนดเอาไว้และยังคงเป็นพันธกรณีที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนยังคงต้องยึดถือตลอดไป แม้ว่าปัจจุบันบริบทแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์ในอดีตแล้ว แต่การสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนนี้ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์แล้วว่าสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหาต่างๆ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
 
ปัจจุบันแม้ว่าสงครามเย็นและความบาดหมางเป็นอริต่อกันได้สิ้นสุดไปแล้ว ศัตรูได้กลายเป็นญาติสนิทมิตรสหายที่แนบแน่น และเพื่อนบ้านที่ไม่ได้เข้าร่วมก็ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ ดังที่อาเซียนให้การต้อนรับบรูไน (1984) เวียดนาม (1995) ลาว (1997) พม่า (1997) และกัมพูชา (1999) เข้าร่วมเป็นสมาชิก รวมถึงการที่อาเซียนมีสัมพันธไมตรีอย่างแนบแน่นจริงใจต่อพี่ใหญ่ อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเคยให้การสนับสนุนขบวนการคอมมิวนิสต์ในอดีต ทำให้ความบาดหมางขัดแย้งที่เคยมีมาต่อกันได้แปรเปลี่ยนเป็นมิตรภาพและความมั่งคั่ง มั่นคง ร่วมกันของชาติสมาชิกอาเซียน
 
สงครามเย็นจึงกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ความทรงจำของชาวอาเซียน ที่ควรถูกจดจำในฐานะบทเรียนประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นจากความขัดแย้งก่อนจะเป็นที่มาของการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพ ท่ามกลางความหลากหลาย
 
ปี 2558 อาเซียนรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบโดยมีกฎบัตรอาเซียนเป็นธรรมนูญหลักร่วมกันนี้ สาระสำคัญของปฏิญญากรุงเทพฯ ได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์และมีอิทธิพลโดยตรงต่อการกำหนดกฎบัตรดังกล่าว แต่ทั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนตามบริบทสถานการณ์ปัจจุบันของภูมิภาคและของโลกภัยคุกคามใหม่ที่อาเซียนต้องร่วมฝ่าฟันไปด้วยกันประกอบด้วย ปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตของผู้คนในเกือบทุกชาติสมาชิกอาเซียนที่ยังต่ำกว่ามาตรฐาน
 
ดังจะเห็นได้จากบรรดาผู้ยากไร้และขอทานชาวกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนามและไทยที่ยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนยังไม่มี ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง ปัญหาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ยังคงกระจุกตัวเฉพาะในเขตเมืองและชุมชนใหญ่ แต่ในเขตชนบทท้องถิ่นของทุกชาติในอาเซียน (ยกเว้นสิงคโปร์และบรูไน) ยังคงขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น อาทิเช่น ระบบไฟฟ้า ประปา การคมนาคม ระบบสื่อสารและเทคโนโลยี หรือหากมีอยู่ก็ขาดการทำนุบำรุงจนอยู่ในสภาพทรุดโทรมใช้งานไม่ได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนตกต่ำลง จึงทำให้อาเซียนไม่สามารถบรรลุถึงหลักการความก้าวหน้าที่กำหนดไว้ได้
 
ปัญหาภัยคุกคามจากการก่อการร้ายในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปัญหาการเมืองที่นำมาสู่ความแตกแยกของผู้คนในประเทศไทย กัมพูชา พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และปัญหาชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลในพม่านำมาสู่ความไม่สงบและสงคราม จึงทำให้อาเซียนยังคงแสวงหาสันติภาพต่อไปเหมือนเช่นในอดีต และสุดท้ายคือปัญหาการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและมุ่งปรับเปลี่ยนสู่การเป็นสังคมวัตถุนิยมอย่างก้าวกระโดด ได้ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางในเวียดนาม ไทย กัมพูชา พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
 
รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมในทุกเมืองใหญ่ของอาเซียน และความตกต่ำทางศีลธรรมของผู้คนที่เห็นได้จากสถิติอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากในเกือบทุกชาติสมาชิกอาเซียน จึงทำให้หลักการความเจริญรุ่งเรืองอันยั่งยืน ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญที่อาเซียนได้กำหนดไว้และจำเป็นต้องวางแผนร่วมกัน เพื่อกำหนดอนาคตอันยั่งยืนอย่างแท้จริงของชาวอาเซียน
 
จะเห็นได้ว่าหลักการในปฏิญญากรุงเทพฯ ที่เคยมุ่งหวังใช้แก้ปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในอดีต ยังคงนำมาปรับใช้ได้กับบริบทในยุคปัจจุบันของอาเซียนที่เผชิญกับภัยคุกคามใหม่ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ปฏิญญากรุงเทพฯ จึงเป็นมรดกประวัติศาสตร์ความทรงจำของชาวอาเซียนที่ยังคงไว้ด้วยหลักการที่ไม่ล้าสมัยแม้เมื่ออาเซียนรวมเป็นประชาคมเดียวกันในปี 2015 แล้วก็ตาม
 
"ข้อตกลงปฏิญญากรุงเทพฯ ถือเป็น "ปฏิญญาอาเซียน" หรือข้อตกลงในการก่อกำเนิดอาเซียนอย่างเป็นทางการ"
 
 
 
ข้อมูล  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์