หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การพัฒนา EEC ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

12 เมษายน 2017 (จำนวนคนอ่าน 3601)

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภามา ซึ่งถือเป็นการประชุม "ระดับนโยบาย” ครั้งแรก ว่าได้เตรียมการ เตรียมข้อมูล สำหรับการตกลงใจในระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้ EEC สามารถดำเนินการไปได้อย่างต้องการตามกำหนด และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
 
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพัฒนา EEC ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการสร้างฐานการลงทุน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่สำคัญ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ และเอื้อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิต
 
นอกจากการพัฒนา EEC แล้ว เราจะต้องช่วยกันสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยตรงทำให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่และชุมชนเป็นการเตรียมการอนาคต ให้กับคนทั้งประเทศ และยังประโยชน์ให้กับภูมิภาคอื่น ๆ
 
ประการแรก พื้นที่นี้ถือเป็นระเบียงเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่จะช่วยลดความแออัดในเมืองกรุง และเมื่อกรุงเทพฯ ผนึกรวมกับ EEC แล้ว พื้นที่นี้จะกลายเป็นมหานครที่น่าอยู่อย่างเต็มภาคภูมิ
 
ประการที่สอง EEC เป็นพื้นที่เชื่อมโยงภาคอีสานตอนบนและตอนล่างมาสู่อ่าวไทย ด้วยการขนส่ง ทั้งทางรถไฟและทางถนนมายังท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นการรวมศูนย์การผลิตของประเทศเชื่อมไว้ด้วยกัน อีกทั้งการที่มีสนามบินอู่ตะเภา และเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง ก็จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก และอื่น ๆ ของไทยอีกด้วย
 
ประการสุดท้าย ถือเป็นการเชื่อมโยง 3 จังหวัด EEC เข้ากับการพัฒนาจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก (ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด) และอื่นๆ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ตราด และสระแก้ว
 
รวมทั้ง การขนส่งสินค้า โดยเฉพาะผลไม้ ผ่านสนามบินอู่ตะเภาที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งลง และช่วยให้ผลผลิตมีความสดใหม่ สามารถกระจายความเจริญนำความได้เปรียบของพื้นที่ต่างๆ มาใช้อย่างเหมาะสม ด้วย
 
การยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเดิม ให้เป็น "เมืองการบิน ภาคตะวันออก” ที่จะมี 2 ทางวิ่ง และคาดว่าจะรองรับผู้โดยสาร"เพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 5 ปี” จาก 15 ล้านคน เป็น 30 และก็ 60 ล้านคน ในอีก 15 ปีข้างหน้า เพื่อจะผ่อนบรรเทาความคับคั่งของสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิลง ขยายความสามารถในการให้บริการทางการบินของประเทศ
 
รวมทั้ง เพื่อรองรับการท่องเที่ยว ที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญ ให้กับเศรษฐกิจไทย และจะกลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาใหม่ของประเทศที่จะเชื่อมโยงกับ CLMV อาเซียนและเอเชีย
 
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินอีก ได้แก่ ศูนย์ซ่อมเครื่องบินล้ำยุค, อี-คอมเมอร์ส, คลังสินค้า, อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน, ศูนย์ธุรกิจการค้า และศูนย์ฝึกอบรมบุคคลากร ด้านการบินและแรงงานฝีมือ สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทย เพิ่มความสำคัญในภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางทางการบินอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเมื่อสายการบินต่างๆ สามารถใช้ประเทศไทยเป็นทั้งจุดแวะพัก เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศในภูมิภาคแล้ว ยังสามารถเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงได้อีกด้วย ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศ และ ยกระดับบทบาท รวมถึงความสำคัญของไทยในภูมิภาคได้ยิ่งขึ้นด้วย
 
เพื่อเติมเต็มนโยบายคลัสเตอร์การบินของรัฐบาลดังกล่าว คณะกรรมการนโยบายฯ ได้เห็นชอบ ให้มีรถไฟความเร็วสูง สายตะวันออก เชื่อมทั้ง 3 สนามบินหลักของไทย แบบไร้รอยต่อ โดยผู้โดยสารไม่ต้องเปลี่ยนสถานี ไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ และใช้เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงสนามบินอู่ตะเภา ไม่เกิน 1 ชม. ซึ่งจะถือเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่ได้ในหลายมิติ เพื่อจะรองรับการขนส่ง ทั้งคนและสิ่งของได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ สนามบินอู่ตะเภา จึงถือเป็นโครงการเปรียบเสมือน "หัวหอก” สำคัญภายใต้การดำเนินนโยบายเชิงรุกไปสู่อนาคตของประเทศที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรมที่ผ่านมา ได้มีความก้าวหน้าในการเร่งรัด และผลักดัน EEC ไปแล้วมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่า
 
(1) การร่วมทุนกับเอกชนสำหรับโครงการสำคัญใน EEC สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ ภายใน 8-10 เดือน (จากเดิม 14 เดือน)
(2) การมีเขตปลอดอากรและปลอดเอกสาร "ระดับนานาชาติ” ตาม พ.ร.บ. ศุลกากรใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรมเทียบกับเขตปลอดอากรชั้นนำทั่วโลก
(3) การชักจูงผู้ลงทุนรายสำคัญ ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งโครงการไบโออีโคโนมี, รถยนต์ไฟฟ้า, หุ่นยนต์, ศูนย์การแพทย์ ที่มีผู้สนใจทั้งไทยและต่างประเทศ และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งบริษัทลาซาดา ของอาลีบาบากำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อเสนอ เพื่อจัดตั้ง "สวนการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์”
 
อย่างไรก็ตาม การสร้างความยั่งยืน ให้กับการพัฒนานี้รัฐบาลมองว่า เราต้องมีการพัฒนา "เขตนวัตกรรม (EECi)” และ "เขตนวัตกรรมดิจิทัล (EECd)” ภายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกนี้ด้วย ประกอบไปด้วย ศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับโลกเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคเฉพาะด้าน รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรม และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับสากล เป็นต้น
 
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งหวังที่จะสร้าง "สถานที่บ่มเพาะ”การเรียนรู้ และการสะสมเทคโนโลยีชั้นนำของนักวิชาการไทย และเยาวชนไทย ที่จะช่วยตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี เราจะต้อง "ยืนบนลำแข็งตัวเอง” ให้ได้ด้วยนวัตกรรมของคนไทย โดยคนไทยเพื่อคนไทย
 
ทั้งนี้ EEC และการพัฒนา 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษ "ทั่วประเทศ” ต้องพิจารณาถึงเรื่องการใช้พื้นที่ และการวางผังเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผมได้ย้ำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดูแลเรื่องผลกระทบ - ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น และพร้อมรับฟังความเห็น - ปัญหาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางป้องกัน - เยียวยา อย่างรอบคอบ ขอให้ "ทุกคน” ได้เข้าใจ และให้ความร่วมมือ มองประโยชน์ส่วนรวม มองผลได้ในระยะยาวให้กับลูกหลานของท่านในอนาคต
 
 
ข้อมูล  www.thaigov.go.th
ศาสตร์พระราชา 7 เมษายน 2560

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์