หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
แนวโน้มการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กับการค้า 4.0

22 ธันวาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 2171)

การค้าโลกในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าและผลผลิต รวมถึงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันในการพัฒนาภาคเกษตรซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมถึงเพิ่มปริมาณผลผลิตและเพิ่มทางเลือกของพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น โดยภายใต้องค์การการค้าโลกได้มีข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า (TRIPs) กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องให้ความคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ซึ่งต้องใช้ต้นทุนและบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญสูง โดยปัจจุบันประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกกว่า 74 ประเทศจาก 164 ประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ มาเลเซียและสิงคโปร์ ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือที่รู้จักกัน คือ อนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่
 
แม้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 แต่ไทยได้ให้ความสำคัญในการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่สามารถปรับปรุงพันธุ์พืชจนเกิดความ "ใหม่” ที่แตกต่างจากพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิม มีความสม่ำเสมอและคงตัวของพันธุ์ โดยไม่มีการจำหน่าย จ่ายหรือแจก ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศภายในระยะเวลาที่กำหนด คือ 1 ปี และ 4 หรือ 6 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชตามลำดับ จึงจะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตรแล้วกว่า 1,313 ฉบับ และได้รับขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แล้วกว่า 390 ชนิด รวมถึงข้าวหอมธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ใหม่ของไทยที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่สามารถให้ผลผลิตมากกว่าปกติถึง 2 เท่า
 
อย่างไรก็ดี เนื่องจากขอบเขตการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ครอบคลุมไปถึงสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้จากพืช เช่น ผล และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้จากพืช เช่น แยม เกษตรกรจึงสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไปเพาะปลูกและจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากผลผลิตดังกล่าวได้ นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา วิจัยและใช้เพื่อการอื่นใดนอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการกำหนดบัญชีรายชื่อพืชที่เกษตรกรสามารถเก็บไว้ได้ในอนาคต โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมการเกษตรของไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย จึงมั่นใจได้ว่าเกษตรกรจะยังคงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปได้
 
แม้อนุสัญญา UPOV 1991 จะไม่มีข้อกำหนดเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ก็ไม่มีข้อห้ามในเรื่องดังกล่าว ประเทศสมาชิกยังสามารถกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้กฎหมายของตนเอง ในส่วนของไทย ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนดให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ หากมีการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าในการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการค้า
 
ในอนาคต ประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาภาคการเกษตร เห็นได้จากความตกลงการค้าเสรียุคใหม่ อาทิ T-TIP และ TPP ต่างมีข้อกำหนดให้ประเทศภาคีต้องให้การคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชโดยใช้อนุสัญญา UPOV 1991 เป็นมาตรฐาน ดังนั้น ทุกภาคส่วนของไทยจึงควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ภายใต้การค้ายุคใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรโดยการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ เพื่อรองรับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
 
 
 
ที่มา :  กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์