หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
กระทรวงพาณิชย์ ผลักดันโครงการหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

17 พฤศจิกายน 2016 (จำนวนคนอ่าน 1429)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 กระทรวงพาณิชย์จะจัดทำโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจสินค้าและให้คำแนะนำ เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และเพื่อทราบปัญหาในการขึ้นทะเบียน นอกจากนี้ ยังจะจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานของสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การควบคุมคุณภาพของสินค้า ทั้งนี้ โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือทางการค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นการสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
 
ประโยชน์ของการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
- คุ้มครองผู้ผลิต เพื่อป้องกันมิให้มีการอ้างชื่อหรือเครื่องหมายแสดงแหล่งผลิตสินค้าโดยมิชอบ
- เพิ่มมูลค่าของสินค้าให้ผู้ผลิต
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นด้วยการช่วยกระจายรายได้สู่ชนบท
- สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
- รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น คุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันไม่ให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า
 
สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย กล่าวคือ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคได้รับรู้ถึงคุณภาพอันมีเอกลักษณ์พิเศษที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ พื้นที่ขอบเขตการผลิตที่มีจำกัดส่งผลให้กำลังการผลิตสินค้าที่ได้ในแต่ละปีมีจำกัด เมื่อความต้องการของผู้บริโภคมีเพิ่มมากขึ้น แต่อุปทาน (Supply) มีจำกัด ส่งผลให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด นอกจากนี้ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มา ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ถึงคุณภาพที่จะได้รับส่งผลให้ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายให้ในราคาที่สูงขึ้นกว่าสินค้าทั่วไป
 
ปัจจุบันมีสินค้าของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน รวม 71 รายการจาก 51 จังหวัด และสินค้าต่างประเทศ ที่ขึ้นทะเบียนในไทย 12 รายการ จาก 7 ประเทศ และกรุงเทพฯ มีสินค้าที่เตรียมจะขึ้นทะเบียน 2 รายการ คือ ส้มบางมดและลิ้นจี่บางขุนเทียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาการขึ้นทะเบียน โดยส้มบางมดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นส้มที่มีรสชาติอร่อยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย มีรสชาติที่หวานแหลมอร่อยไม่เหมือนส้มเขียวหวานทั่วไป ซึ่งส้มบางมดแท้ ๆ จะสังเกตได้จากผลจะกลมแป้นและผิวจะมีลายเหมือนสีหมากสุก ผิวจะมีสีเขียวอมเหลืองถึงเหลืองเข้ม ถ้าแก่จัด ๆ จะมีสีออกส้มแดง เปลือกจะบางนิ่ม ไม่แข็ง รสชาติจะหวานจัดอมเปรี้ยวเล็ก ๆ ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่เหนือกว่าส้มเขียวหวานจากที่อื่นทั่วไป และแม้ว่าจะมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มบางมดไปปลูกยังพื้นที่อื่น ๆ กันมาก แต่ก็ไม่ได้รสชาติที่หวานเป็นเอกลักษณ์เหมือนส้มบางมด ส่วนลิ้นจี่ย่านบางขุนเทียน มีรสชาติไม่เหมือนที่อื่น มีขนาดกลางไม่ใหญ่มากผิวสีแดงคล้ำออกไหม้ รสหวานเม็ดเล็กเรียกว่า "เม็ดตาย” เวลาแกะเปลือกออกจะมีเยื่อสีชมพูหุ้มเนื้อเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง เนื้อไม่ฉ่ำน้ำ พันธ์ลิ้นจี่ที่ว่านี้เรียกว่า "ใบยาว” รสชาติอร่อยกว่าพันธุ์อื่นและขายดีที่สุด
 
ปัจจุบันสินค้าทั้ง 2 รายการนี้นิยมบริโภคในประเทศและมีปริมาณไม่มาก ราคาสูง รสชาติดีทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค หากส่งเสริมให้มีการปลูกมากขึ้นเชื่อว่าจะสามารถขยายช่องทางการตลาดได้ทั้งในประเทศและในประเทศเพื่อนบ้าน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวอีกว่า มีสินค้าของไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว จำนวน 6 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จดทะเบียนที่ สหภาพยุโรป เส้นไหมพื้นบ้านอีสาน จดทะเบียนที่เวียดนาม และผ้าไหมยกดอกลำพูน จดทะเบียนที่อินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นที่รู้จักของต่างประเทศ ขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติ 2 – 3 เท่า และยังสร้างชื่อเสียงให้กับไทยอีกด้วย
 
 
 
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์