หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> รอบรู้อาเซียนทั่วไป
ปิโตรเลียม/ก๊าซธรรมชาติ ในอาเซียน

10 พฤศจิกายน 2016 (จำนวนคนอ่าน 15512)

ประเทศเวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ให้ทั้ง 4 ประเทศ มีความมั่นคงด้านพลังงานในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียจะมีก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็ได้มีการกำหนดนโยบายเพื่อสงวนก๊าซธรรมชาติเหล่านี้ไว้ใช้สำหรับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศตนเองเท่านั้น โดยเฉพาะประเทศเวียดนามซึ่งมีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมให้ได้ภายในปี พ.ศ.2563 นั้นหมายถึงประเทศเวียดนามยังคงมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น
 
ประเทศบรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เนื่องจากมีแหล่งน้ำมันปิโตรเลียม และด้วยเหตุผลที่น้ำมันปิโตรเลียมเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป อีกทั้ง ต้องใช้ระยะเวลาหลายล้านปี จึงจะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียตระหนักรู้ถึงความสำคัญของพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ (Fossil) เป็นอย่างดี จึงไม่มีนโยบายที่จะส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตเคยเข้าเป็นชาติสมาชิกในกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) แต่ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นชาติสมาชิก OPEC เนื่องจากขาดคุณสมบัติ กล่าวคือ ชาติสมาชิก OPEC จะต้องเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างก็มีนโยบายเร่งด่วนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนา และส่งผลทำให้ทั้งสองประเทศมีความต้องการใช้พลังงานในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
 
ประเทศอินโดนีเซียยังคงมีปริมาณน้ำมันสำรองเหลืออยู่ค่อนข้างมากในขณะที่น้ำมันสำรองในประเทศมาเลเซียเริ่มหร่อยหรอลง รัฐบาลมาเลเซียจึงริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการค้นหาและพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น โดยในเดือนธันวาคม 2553 รัฐบาลมาเลเซียได้แถลงนโยบายยืนยันต่อวุฒิสภาฯ ว่า ประเทศมาเลเซียมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการสร้างโรงฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งในแผนฯ มีการกำหนดให้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไว้ถึง 2 แห่ง โดยกำหนดให้ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2565 แต่สำหรับประเทศบรูไนได้มีนโยบายด้านพลังงานที่ตรงกันข้ามกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ เนื่องจากประเทศบรูไนเป็นผู้ผลิตน้ำมันปิโตรเลียมรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก ซึ่งรัฐบาลบรูไนเองก็ได้ตระหนักรู้ถึงความยั่งยืนของพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ (Fossil) เป็นอย่างดี จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศขึ้นใหม่ (จากเดิมที่มุ่งเน้นส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเพียงอย่างเดียว) โดยมุ่งเน้นให้การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพารายได้ของประเทศจากการส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติลง
 
เนื้อหาในรายการ "Survey of Energy Resources” ของ World Energy Council ระบุว่า ในปี พ.ศ.2551 ประเทศไทยมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นอันดับที่ 5 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา และบรูไน ส่วนปริมาณน้ำมันปิโตรเลียม ประเทศไทยมีปริมาณสำรองเป็นอันดับ 5 รองจากประเทศมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และบรูไน
 
การจัดอันดับเกี่ยวกับปริมาณการใช้พลังงานของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประเทศไทยมีการใช้พลังงานมากเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ U.S.Energy Information Administration: EIA (ในปี พ.ศ.2553) ที่มีการระบุว่าประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมจากภายนอกประเทศมากกว่า 847,620 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากภายนอกประเทศมากกว่า 311 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งมากเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมา คือ ประเทศสิงคโปร์ แต่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศศูนย์กลางของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เพื่อการค้านั้นหมายความว่าน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่ประเทศสิงคโปร์นำเข้านั้น เป็นการนำเข้าเพื่อผลิตและส่งออกเกือบทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่เป็นการนำเข้าเพื่อใช้งานมากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
 
โดย ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชการป้องกันประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์