หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
การประชุมความร่วมมืออธิการบดีไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ 11

31 ตุลาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1477)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษในการประชุมความร่วมมืออธิการบดีไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ 11 (The 11th CRISU-CUPT International Conference 2016) จัดโดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมดิ เอ็มเพรส เชียงใหม่
 
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โลกในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ Global Challenges แต่จะทำอย่างไรให้ไปถึงความท้าทายนั้น ไม่มีใครรู้แน่ชัด ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้กล่าวถึงการทำนายและควบคุมอนาคตในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถทำนายหรือควบคุมอนาคตได้ เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ บนโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
 
ดังนั้น การวางแผนเพื่ออนาคตเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ควรมองไกลเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าเราจำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมายและทิศทางที่แน่นอน แต่การมีทิศทางการดำเนินการที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ ดังเช่นที่ Lord Sainsbury of Turville ได้กล่าวไว้ว่า "Too many directives, no direction”
 
การปฏิรูปการศึกษาก็เช่นกัน เนื่องจากการศึกษามีหลายสิ่งที่ต้องปฏิรูป คนจำนวนมากจากหลายหน่วยงาน จึงเสนอข้อคิดเห็นและคำแนะนำต่าง ๆ จนกระทั่งกลายเป็นโครงการมากกว่า 160 โครงการ ซึ่งหากเราดำเนินโครงการที่เสนอมาทั้งหมด เด็ก ๆ คงต้องใช้เวลาเรียนตั้งแต่ 9 โมง ถึงเที่ยงคืน
 
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาที่ดีควรเริ่มต้นที่การปรับปรุงหลักสูตร โดยต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับตำราเรียน การเรียนการสอน การฝึกอบรมครู และการวัดผลประเมินผล ทั้งหมดนี้ต้องมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันตามลำดับ สำหรับตำราเรียนที่เป็นหนังสือกับตำราที่เป็นสื่อการสอนโดยใช้เทคโนโลยีนั้น ย่อมมีความแตกต่างกัน เพราะการอ่านหนังสือแบบตำรากับการอ่านหนังสือจากแท็บเล็ตมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน การอ่านหนังสือออนไลน์เด็กจะอ่านเมื่อไรก็ได้และมองว่าแท็บเล็ตเป็นที่เก็บข้อมูล แต่การอ่านหนังสือแบบตำราจะให้อีกความรู้สึกหนึ่ง และทำให้เด็กต้องจดจำและเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านจริง ๆ
 
ในส่วนของการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น หากต้องการทดสอบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ก็ต้องมีวิธีการประเมินผลที่เหมาะสม เช่น ไม่ควรออกข้อสอบแบบปรนัย เพราะข้อสอบปรนัยไม่สามารถวัดการคิดวิเคราะห์ได้ ดังนั้น การวัดผลประเมินผลต้องมีวิธีการที่ทำให้ได้ผลสะท้อนออกมาชัดเจน นอกจากนี้ การศึกษามีความแตกต่างจากการอบรม กล่าวคือ การอบรม (Training) มีหลักการสำคัญคือ การมีแนวทางการปฏิบัติ (Principle : Guided Practice) เพราะความรู้และทฤษฎีต่าง ๆ ส่วนมากจะได้มาจากการฝึกฝน (Practice) อยู่เสมอ จนเกิดเป็นระดับความเชี่ยวชาญ 3 ระดับ ได้แก่ Competent Proficient และ Expert
 
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า เราต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กเรียนอย่างจริงจังและเรียนรู้การเป็นมนุษย์ที่ดี พร้อมทั้งเรียนรู้วัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อน ซึ่งการสอนสิ่งเหล่านี้ครูจะสอนได้ดีกว่าการใช้เทคโนโลยีมาเป็นสื่อในการสอน เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่สามารถสอนเรื่องดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง ครูจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการศึกษา เพราะครูคือผู้ให้ความรู้แก่เด็ก อีกทั้งวิธีการสอนของครูมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็ก ยกตัวอย่างวิธีการสอนของครูที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เช่น Michael Sandel ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีวิธีการสอนด้วยการกระตุ้นให้นักศึกษาตั้งคำถามต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันได้รับเชิญไปบรรยายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีค่าบรรยายชั่วโมงละ 2 ล้านบาท
 
 
ข้อมูล  www.thaigov.go.th

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์