หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอาเซียน

25 ตุลาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 2364)
 
โดย  ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์
 
 
การวิจัยและพัฒนา เป็นรากฐานของการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ขึ้นในสังคม อันเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่จะเป็นตัวผลักดัน ช่วยยกระดับรายได้ของประเทศ ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากรายงาน 2016 Global R&D Funding Forecast จัดทำโดย Industrial Research Institute (IRI) และ Research-Technology Management (RTM) ร่วมกับ R&D Magazine (2016) พบว่า ในช่วงปี 2015 การเติบโตด้านการลงทุนการวิจัยและพัฒนาของโลกเป็นการเติบโตมาจากภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของ 4 ประเทศหลักในเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย รวมกันแล้วมากกว่าร้อยละ 40 รองลงมาคือกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและในยุโรปร้อยละ 30 และ 20 ตามลำดับ (ดังแสดงในแผนภาพ)
 
 
หากพิจารณาข้อมูลรายประเทศแล้ว จีนถือเป็นประเทศที่มีการเติบโตที่สูงมากโดยอัตราการเติบโตในการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงกว่าร้อยละ 10 ตั้งแต่ปี 1990s โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของจีนถือเป็นร้อยละ 19.8 ของโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียรวมกันจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 21.4 ซึ่งก็พบว่ายังมีสัดส่วนที่สูงกว่าการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของ 24 ประเทศในทวีปยุโรปรวมกัน ซึ่งทำให้ประเทศในเอเชียติดอันดับ Top 40 ของประเทศที่มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงที่สุด
 
สำหรับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น มีประเทศในกลุ่มอาเซียน 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ติดอันดับ Top 40 ไปด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้ว หากพิจารณาประเทศที่มีระดับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี ก็จะมีอีก 3 ประเทศในอาเซียนด้วยคือ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีระดับการลงทุนที่สูงด้วย โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน หากพิจารณาจาก IMD World Competitiveness Yearbook 2014 (IMD, 2014) พบว่า สิงคโปร์มีสัดส่วนที่สูงที่สุดคือร้อยละ 2.04 ของ GDP ตามมาด้วยประเทศมาเลเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ คือร้อยละ 1.07, 0.39 และ 0.10 ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยภาคเอกชน (ดังแสดงในตาราง)
 
 
ทั้งนี้ พบว่า นโยบายของประเทศแต่ละประเทศในอาเซียนมีการกระตุ้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยในปัจจุบัน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีการตั้งเป้าหมายค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นร้อยละ 1 ของ GDP ในปี 2559 ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น โดยพบว่า มีมาตรการในการกระตุ้นให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนานี้ โดยการสร้างแรงจูงใจทางภาษี ยกตัวอย่างเช่น การตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 (มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม) เพื่อส่งเสริมและจูงใจให้ภาคเอกชนจัดให้มีการวิจัยและพัฒนามากยิ่งขึ้น (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2559)
 
 
อ้างอิง
- Industrial Research Institute (IRI), Research-Technology Management (RTM), and R&D Magazine (2016), 2016 Global R&D Funding Forecast, Rockaway: ABM Science Group
- IMD (2014), IMD World Competitiveness Yearbook 2014, Lausanne: IMD
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (2559), ข่าวประชาสัมพันธ์:รัฐบาลเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีงานวิจัยเป็น 300 %, (http://www.nstda.or.th/rdc)
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์