หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> เวียดนาม (Vietnam)
นโยบายด้านการศึกษาเวียดนาม

10 ตุลาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 9999)

ในแวดวงการศึกษา นักเรียนจากประเทศเวียดนามกวาดรางวัลการแข่งขันบนเวทีระดับโลกอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ทั้งนี้เพราะนโยบายด้านการศึกษาของประเทศสังคมนิยมส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ในระบบการศึกษาของรัฐบาลเวียดนามมีโรงเรียนมัธยมปลายประเภทนี้อยู่ถึง 67 แห่ง ให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษถึง 70,000 คน ใน 64 จังหวัดทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 8 ของนักเรียนมัธยมปลายทั้งหมด ในด้านคุณภาพการศึกษาโดยทั่วไปของเวียดนามเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพทัดเทียมเพื่อนบ้านหลายประเทศใน ASEAN แต่ในภาวะปัจจุบันเวียดนามตระหนักดีว่าการตั้งเป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. 2563 นั้น คงเป็นไปได้ยาก หากหวังจะเติบโตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือที่มีต้นทุนแรงงานต่ำยุทธศาสตร์ชาติจึงมุ่งสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่ต้องใช้แรงงานมีฝีมือ กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม (Ministry of Education and Training: MOET) ของเวียดนามจึงมีภารกิจที่ท้าทายว่าทำอย่างไรจึงจะผลิตกำลังแรงงานที่มีฝีมือให้ทันกับความต้องการในการพัฒนาประเทศท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลก
 
ในการประชุมนานาชาติทางเศรษฐกิจระดับประเทศ โดยทั่วไปมักจะพบว่า วิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศ จะเป็นปัจจัยที่เสริมสร้างความมั่นใจ ของนักลงทุน แต่ในการประชุม Vietnam Economic Forum เมื่อปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 ณ กรุงโฮจิมินห์ ผู้ที่ตีแผ่ปัญหาและนำเสนอวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจ ในอนาคตของเวียดนาม คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม ซึ่งออกมายอมรับว่าปัญหาของระบบการศึกษาเวียดนามในปัจจุบันคือ
 
1) คุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรมในเวียดนามยังต่ำและมีปัญหา เกิดภาวะขาดแคลนในหลายสาขา เช่น เทคโนโลยีอุตสาหกรรม กฎหมายระหว่างประเทศ การจัดการธุรกิจ และการพาณิชย์ เป็นต้น
2) สัดส่วนของแรงงานที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีมีต่ำกว่าร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมด นั่นหมายความว่าแรงงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่าร้อยละ 70 มีการฝึกฝนมาไม่ตรงกับงานที่ทำ
3) ปัญหาที่ท้าทายของการศึกษา คือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและฝึกอบรมให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และในขณะเดียวกันต้องเร่งเพิ่มจำนวนผู้ฝึกอบรมด้านวิชาชีพให้กับสังคมในขณะที่จำนวนประชากรของเวียดนามมีจำนวนสูงถึง 84 ล้านคน ในจำนวนนี้ 45 ล้านคน หรือร้อยละ 53 อยู่ในวัยทำงาน อายุของกำลังแรงงานโดยเฉลี่ยคือ 26 ปี อัตราการอ่านออกเขียนได้โดยเฉลี่ย ร้อยละ 90 นี่คือสิ่งที่รัฐบาลถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในเชิงแข่งขัน ถ้าหากสามารถพัฒนาให้กำลังแรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ ก็จะเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดดได้ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือจะใช้การศึกษาเป็นยุทธศาสตร์หลักเพื่อพัฒนา กำลังแรงงานให้สามารถสนองตอบต่อเป้าหมายการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร
 
 
ศาสตราจารย์ Dr. Nguyen Thien Nham รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมของเวียดนาม ได้เสนอทางออกในการแก้ปัญหา ซึ่งเปรียบเสมือนการวางกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุภารกิจข้างต้นไว้ ดังนี้
 
กลยุทธ์ที่ 1 การกำหนดเกณฑ์ของมาตรฐานความรู้ใหม่ ความชำนาญและการปฏิบัติการของการศึกษาทั่วไปและอาชีวศึกษา
• จัดทำประกาศด้านมาตรฐานหลักสูตรสำคัญของการศึกษาทั่วไป
ให้ความสำคัญกับเกณฑ์ด้านพฤติกรรม ได้แก่ มีความกระตือรือร้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นประโยชน์ มีความรู้เกี่ยวกับการค้นหาและใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
• ให้ความสำคัญกับค่านิยม วัฒนธรรม ดั้งเดิมที่เป็นรากฐานของการพัฒนาบุคคลและชาติอย่างยั่งยืน ได้แก่ ความรักชาติ ให้ความสำคัญกับครอบครัว ให้ความเคารพบิดามารดา และให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและประยุกต์ใช้ภาษาต่างประเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนและการทำงาน
 
กลยุทธ์ที่ 2 การเร่งรัดพัฒนาทีมบริหารและทีมสอนโดยอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ใหม่สำหรับช่วงเวลาหลัง พ.ศ. 2553
• ประยุกต์โครงการฝึกอบรมและปรับปรุงวิธีการฝึกอบรมใหม่สำหรับครู 1 ล้านคน ทั่วประเทศในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2553
• สนับสนุนโครงการผลิตนักศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) จำนวน 20,000 คน ผู้ซึ่งจะต้องมาทำหน้าที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย และสถาบันขั้นอุดมศึกษาในช่วง พ.ศ. 2550 – 2563 ในจำนวนนี้ 10,000 คน จะเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ
•สร้างเสริมศักยภาพให้แก่ผู้นำของโรงเรียนด้านการศึกษาทั่วไป จำนวน 35,000 โรงเรียนทั่วประเทศ และมหาวิทยาลัย 350 แห่ง โดยใช้หลักสูตรมาตรฐานการจัดการด้านการศึกษาในระหว่าง พ.ศ. 2550– 2563
• เพิ่มเงินเดือนและปรับปรุงสภาพการทำงานให้แก่ครู/อาจารย์ทั้งระบบในระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2563
 
กลยุทธ์ที่ 3 เร่งรัดพัฒนาการศึกษาและการฝึกอบรมให้เกิดผล โดยคำนึงถึงความต้องการของสังคม
• โครงการ 10 ปี (พ.ศ. 2551 – 2561) เพื่อปรับปรุงคุณภาพความสามารถด้านภาษาอังกฤษของชาวเวียดนาม โดยความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อังกฤษ และแคนาดา 
• ตั้งศูนย์พยากรณ์อุปสงค์ต่อทรัพยากรมนุษย์ในกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมใน พ.ศ. 2550
• จัดการศึกษาและการฝึกอบรมตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม สร้างความร่วมมือในลักษณะไตรภาคีระหว่างสถาบันการศึกษาภาคอุตสาหกรรมที่มีอุปสงค์ต่อทรัพยากรมนุษย์ และหน่วยงานภาครัฐ
• ในเมืองหรือจังหวัดที่มีเขตอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และการฝึกอบรม กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการบริหารเขตจะร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์จัดหาทรัพยากรมนุษย์ให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
• ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโครงการฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานสากล
• กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยเอกชนและสถาบันฝึกวิชาชีพจากต่างประเทศให้ลงทุนด้านการศึกษา โดยการเปิดสาขาในเวียดนาม
• เริ่มทำการรับรองคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยและเผยแพร่ผลการจัดลำดับใน พ.ศ. 2550
 
กลยุทธ์ที่ 4 ปฏิรูปกลไกด้านการเงินเพื่อการศึกษา
• มหาวิทยาลัยของรัฐบาลควรปรับเพิ่มค่าเล่าเรียน ปัจจุบันต้นทุนด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเวียดนามปัจจุบันประมาณ 300 – 500 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี)
• กำหนดนโยบายที่ให้การสนับสนุนนักเรียน/นักศึกษาที่ยากจน และให้สิ่งจูงใจแก่นักเรียน/นักศึกษาที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม • กระตุ้นให้มีการจัดตั้งโรงเรียน สถาบันฝึกอบรม ตลอดจนมหาวิทยาลัยของภาคเอกชน
• กระตุ้นให้มีการลงทุน จากต่างประเทศ ดูงานการศึกษาและฝึกอบรมการหาหาแนวร่วมเชิงกลยุทธ์ สร้างความแตกต่าง และการลงมือปฏิบัติการ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดคงจะเกินกำลังที่เวียดนามจะทำได้ตามลำพัง ซึ่งดูเสมือนแผนการอันสวยหรูที่อาจจะมีคำถามว่า แล้วจะเป็นจริงได้อย่างไร ดังนั้นการหาแนวร่วมเชิงกลยุทธ์จึงเป็นยุทธวิธีที่สำคัญ และทำอย่างไร จึงไม่ทำให้เกิดการแข่งขันกันเองระหว่างสถาบันการศึกษาภายในประเทศอย่างไร้ทิศทาง โครงการบางโครงการได้มีการลงมือปฏิบัติการแล้วดังตัวอย่างต่อไปนี้
• ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาในปีการศึกษา พ.ศ.2549 – 2550 มหาวิทยาลัยของเวียดนาม 9 แห่ง ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา 8 แห่ง จำนวน 10 โครงการ โดยแต่ละโครงการจะเน้นไปในสาขาต่างๆ ที่มีความหลากหลายแตกต่างกันทั้งในด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานวิทยาศาสตร์ประยุกต์ วิศวกรรมศาสตร์ ระบบไฟฟ้าและพลังงาน วิทยาการ คอมพิวเตอร์ และการเงิน
 
โดยผู้สอนในโครงการเหล่านี้จะเป็นอาจารย์ชาวต่างประเทศและชาวเวียดนามที่สอนในสหรัฐอเมริกา (หมายถึงชาวเวียดนามที่ลี้ภัยสงครามอพยพไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา และ เป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา) และเพื่อเป็นการสร้างศักยภาพ อาจารย์ชาวเวียดนามจะถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการสอนใหม่ๆ ซึ่งช่วงเวลาของโครงการอาจจะยาวระหว่าง 4.5 – 5 ปี รวมกับการฝึกฝนภาษาอังกฤษอีกหกเดือน และในอนาคตอันใกล้ก็จะมีโครงการความร่วมมือในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยการนำเข้าหลักสูตรที่ทันสมัยจากต่างประเทศในระดับปริญญาโทและเอก เพื่อพัฒนาการศึกษาให้มีความทัดเทียมมาตรฐานสากล
 
• ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2550 สิงคโปร์และเวียดนามได้ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา และการฝึกอบรมครูอาจารย์ในทุกระดับ ขยายโครงการโรงเรียนคู่แฝด เพื่อให้โอกาสแก่นักเรียนของทั้งสองประเทศ ได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้นและเกิดการเรียนรู้ด้านภาษา ในขณะเดียวกันจะสนับสนุนความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาซึ่งครอบคลุมทั้งการเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี การเป็นที่ปรึกษาร่วมในการทำวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา รวมถึงการทำวิจัยร่วมกัน รัฐบาล สิงคโปร์จะขยายการให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนของเวียดนามเพิ่มขึ้นและให้โอกาสกับผู้ได้รับทุนที่จะทำงานในสิงคโปร์ ซึ่งกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์
 
• ความร่วมมือกับภาคเอกชน
เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมของเวียดนามได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือกับบริษัท Intel ในการผลิตบัณฑิตตามความต้องการของบริษัท โดยรัฐบาลใช้งบประมาณลงทุน สูงถึง 1 - 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับปรุงห้องแล็บให้มีมาตรฐานการเรียนการสอนเช่นเดียวกับต่างประเทศ และความร่วมมือดังกล่าวกับภาคเอกชนจะตามมา เช่น สมาคมซอฟต์แวร์ของเวียดนาม บริษัท เดินเรือ ธนาคารพาณิชย์ ตลอดจน Rcmasa, TMA และบริษัทอื่นๆ ใน Silicon Valley มลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยบริษัทเหล่านี้จะรับบัณฑิตเข้าทำงานทันทีหลังจบการศึกษา
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์