หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ปัญหาทะเลจีนใต้ : จุดยืนอาเซียน

15 สิงหาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 3208)

ศูนย์อาเซียนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญ อปส. หรือผู้แทนเข้าร่วมงาน TU - ASEAN Day 2016 โดยภายในงานมีการจัดเสวนาเรื่อง "ปัญหาทะเลจีนใต้: จุดยืนอาเซียน”เมื่อวันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทน์ กรุงเทพฯ
 
อปส. มอบหมายให้ สปต. พิจารณาจัดส่งผู้แทนเข้าร่วมการเสวนาโดย ผอ.สปต. มอบหมายให้นางสาวภารดี พิพิธภัณฑ์นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ ส่วนอาเซียน สปต. เป็นผู้แทนเข้าร่วมงานดังกล่าวโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
 
ศาสตราจารย์ ดร.ประมวญ เทพชัยศรี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนา "ปัญหาทะเลจีนใต้: จุดยืนอาเซียน” ว่าจากอดีตถึงปัจจุบันอาเซียนมีพัฒนาการขึ้นมาเป็นลำดับโดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจขึ้นเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกภูมิภาค ทั้งนี้ สถานการณ์โลกในปัจจุบันทำให้อาเซียนต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายข้ามชาติขึ้นมากมาย เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติดและปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศสมาชิกในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้สำหรับประเทศไทยนั้นทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนถือว่ามีความตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นอย่างมาก โดยมีการปรับนโยบายและปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค
 
การเสวนาเรื่อง"ปัญหาทะเลจีนใต้: จุดยืนอาเซียน” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดำเนินรายการมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
 
พลเรือโท จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า ปัจจุบันจีนมีนโยบายขยายบทบาทและอำนาจทางทะเลในภูมิภาค โดยการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือและปรับยุทธศาสตร์จากเชิงรับเป็นเชิงรุก นอกจากนั้น จีนใช้วิธีขยาย Soft power ผ่านการให้ความช่วยเหลือประเทศในอาเซียนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น เมื่อจีนปฏิเสธไม่ยอมรับคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้และยืนยันจะเจรจาแบบทวิภาคีเท่านั้นประเทศสมาชิกอาเซียนต่างแสดงจุดยืนในการสนับสนุนการแก้ปัญหาแบบสันติวิธีไม่ใช้ความรุนแรง เนื่องจากการทำสงครามกับมหาอำนาจไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่อาเซียน แม้แต่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศคู่กรณีได้แสดงความพร้อมที่จะเจรจากับจีนและไม่ต้องการขยายความขัดแย้งไปสู่การใช้กำลัง
 
นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวว่า ในมุมมองของนักการทูตนั้น การทำให้ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ลุกลามจนกลายเป็นสงครามกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออาเซียนดังนั้น ไทยและอาเซียนจึงควรวางตัวเป็นกลางไม่เอนเอียงหรือสนับสนุนทำตัวเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจฝ่ายใด ถึงแม้ประเทศสมาชิกบางประเทศจะมีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีนี้และเพื่อเป็นการทัดทานการแผ่ขยายอำนาจของมหาอำนาจภายนอกภูมิภาคดังนั้น แนวทางด้านการเจรจาจึงน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
 
ศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ศิริไกรคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ของจีนเกิดจากสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่เกิดจากการยึดครองมาก่อนในอดีตซึ่งไม่เคยมีใครโต้แย้ง จนกระทั่งฟิลิปปินส์ยื่นเรื่องฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์โดยอ้างถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of Sea: UNCLOS) ซึ่งจีนขอสงวนสิทธิ์ไม่ใช้อนุสัญญาฯ นี้ ในกรณีเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ดังนั้น จีนจึงไม่ยอมรับคำตัดสินครั้งนี้ ซึ่งบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาทะเลจีนใต้นั้น คงไม่สามารถทำได้โดยการประกาศเป้าหมายนโยบายร่วมกัน เนื่องจากประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีผลประโยชน์และจุดยืนในเรื่องนี้แตกต่างกันโดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคง
 
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "49 ปี อาเซียน: เดินหน้าหรือถอยหลัง” โดยดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงานกล่าวว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ไม่หยุดนิ่ง การทำความเข้าใจต่อการกระบวนการเปลี่ยนแปลงของอาเซียนนั้น ควรศึกษาถึงความเป็นมาในอดีตในแง่ของประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน ซึ่งสามารถสรุปเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอาเซียน 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-politics) อาเซียนเกิดจากสถานการณ์การเมืองโลกในอดีตที่ต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของระบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในขณะนั้นเกิดสถานการณ์ไม่สงบขึ้นในหลายประเทศ 2) ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) การเปลี่ยนนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่หันมาให้ความสำคัญกับการค้ามากกว่าการทำสงครามรวมถึงการเปิดประเทศเนื่องจากเห็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจึงทำให้เกิดการขยายตัวของตลาด การค้า และการลงทุนนำไปสู่การริเริ่มจัดทำข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญ คือ ข้อตกลงทั่วไปเกี่ยวกับภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trades: GATT) และต่อมาได้พัฒนาไปสู่การจัดตั้งองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ซึ่งทำให้อาเซียนต้องเริ่มสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คือ การก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและพัฒนาจนกลายเป็นอาเซียนในปัจจุบันนั้น ได้สะท้อนให้เห็นการใช้ความร่วมมือก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งและสร้างความเข้มแข็งให้ภูมิภาคเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ผ่านเข้ามา จึงคาดว่าแนวโน้มของอาเซียนในอนาคตจะสามารถพัฒนาจนกลายเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่งมากขึ้น
 
 
 
ส่วนอาเซียน
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์