หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การค้าการขายในยุค AEC : เจาะตลาดอินโดนีเซีย

3 สิงหาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 2959)
 
โดย  พีรพงษ์ ฟูศิริ
 
               
 
ประเทศไทยยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community - AEC) ที่ผู้ประกอบการเฝ้ารอมาเป็นระยะเวลาหลายปี ในที่สุดก็ถึงเวลาเปิดประตูเข้าสู่ยุคการค้าการขายที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 600 ล้านคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2559 ทิศทางแนวโน้มธุรกิจภายในประเทศก็ยังคงไม่เติบโตมากนัก จากปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ ด้าน ทั้งปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยนอกประเทศ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาภัยแล้ง ราคายาง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ความผันผวนของค่าเงิน ราคาน้ำมัน ประกอบกับความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก
 
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ทำการศึกษาและสำรวจพบว่า แนวโน้มทางธุรกิจในประเทศไทยที่มีแนวโน้มดี ก็คือ กลุ่มธุรกิจการแพทย์ การสื่อสาร ธุรกิจยา เวชภัณฑ์ สมุนไพรธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ส่วนแนวโน้มธุรกิจที่มีแนวโน้มไม่ดี ก็จะเป็นกลุ่มธุรกิจหัตถกรรม สิ่งทอผ้าผืน สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ง่ายมากนักที่ผู้ประกอบการชาวไทยจะสร้างรายได้ที่งดงามอย่างที่เคยวาดฝันไว้สำหรับยุค AEC
 
ครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะเป็นตัวส่งเสริมหลักที่สำคัญในการสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับผู้ประกอบการไทย หากเราจะวิเคราะห์ถึงเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาจากประเทศสมาชิกก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่องในปี 2559 มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยจะมีการขยายตัวมากกว่าในปี 2558 ที่ได้ปัจจัยบวกจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวอาเซียน มีการเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้มากขึ้น รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ที่มีจำนวนประชากรรวมกันสูงถึง 400 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยเป็นปลายทางที่สำคัญของคนอาเซียน ทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและช้อปปิ้ง
 
ดังนั้น ภาครัฐควรต้องให้ความสำคัญในการขยายฐานนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอยที่จะต้องดูแลปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นพิเศษ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน เริ่มต้นจากการขยายตัวของตลาดอุตสาหกรรมต้นน้ำไปยังปลายน้ำเพื่อกระจายตลาดนักท่องเที่ยว โดยไม่ควรมุ่งเน้นที่ตลาดใดตลาดหนึ่งจนมากเกินไป อย่างเช่นตลาดจีน เพราะการค้าขายในยุคนี้มีความเสรีมากกว่าในอดีตการเดินทางของประชากรในประเทศสมาชิก จึงมีความสะดวกความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
 
ตลาดอินโดนีเซียก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปประกอบธุรกิจ ก็เพราะว่าอินโดนีเซียเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยสามารถเห็นได้จากยอดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ที่มีอัตราเพิ่มเฉลี่ยประมาณร้อยละ 19 ซึ่งวิเคราะห์ได้จากการบริโภคภายในประเทศที่แสดงให้เห็นถึงอุปสงค์ต่อสินค้าและการบริการภายในประเทศจำนวนมหาศาลด้วยประชากรที่มีมาก โดยมีประชากรที่มีอำนาจซื้อสูงถึงกว่า 30 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 12.3 ของประชากรอินโดนีเซีย และมีกลุ่มชนชั้นกลาง 122 ล้านคน คิดเป็นร้อยละประมาณ 50 ของประชากรอินโดนีเซีย และโดยส่วนใหญ่ของสินค้านำเข้าจากประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และสินค้าอาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่ม เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างอินโดนีเซียกับประเทศไทยจัดได้ว่าอินโดนีเซียจึงเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทยในอาเซียน ซึ่งสินค้าที่ประเทศไทยนำเข้าจากอินโดนีเซีย ได้แก่ น้ำมันดิบ ถ่านหิน สินแร่ เป็นต้น
 
ดังนั้น ประเทศอินโดนีเซียจึงเป็นกลุ่มตลาดที่น่าสนใจเข้าไปทำการค้า การขาย และการลงทุน สำหรับการนำสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในต่างประเทศ เพราะอินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ ทักษะแรงงานที่มีศักยภาพ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรที่จะศึกษาด้านวัฒนธรรมทั้งเรื่องการกินและความเป็นอยู่ด้วยว่า กลุ่มลูกค้าต้องการสินค้าประเภทใดมากที่สุด แล้วนิยมซื้อสินค้าอะไรมากที่สุด เพื่อจะได้ทำการค้าได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น ปัจจัยที่สำคัญคือปัจจัยด้านโลจิสติกส์ เพราะปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญก็คือการไปลงทุนผลิตสินค้าในอินโดนีเซียเพื่อพยายามจะป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ การขนส่งที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างแตกต่างกันในปัจจุบัน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะรูปแบบการขนส่งสินค้าจึงมีขั้นตอนและกระบวนการที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในการบริหารการจัดการโลจิสติกส์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่คิดจะไปลงทุนในอินโดนีเซียจึงจำเป็นที่ต้องมีการศึกษาและวางแผนถึงปัจจัยหลักที่สำคัญนี้
 
ในอนาคตโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังอินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรูปแบบการขนส่งที่จะมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นายโจโกวิโดโด ประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซีย ที่จะพัฒนาปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และจะลงทุนสร้างถนนเพิ่มอีก 2,000 กิโลเมตร ท่าเรือใหม่ 10 แห่ง ศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์อีกกว่า 500 แห่ง รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ประปา และการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างประเทศที่มีในบางส่วนซึ่งยังไม่ได้มาตรฐานสากล ประกอบกับการแก้ไขระเบียบด้านการค้าการลงทุน กระบวนการทำงานในส่วนของราชการ ที่จะมีความโปร่งใส ยุติธรรม และเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน
 
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำของอินโดนีเซียยังไม่เข้มแข็งนัก จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะจีนได้ย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และญี่ปุ่นเน้นให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาของภูมิภาค เพื่อเป็นฐานการผลิตเจาะตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีความต้องการยานยนต์สูง ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาความเป็นหมายเลข 1 ของอาเซียนด้านยานยนต์ไว้ได้
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์