หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การศึกษาด้าน STEM ของผู้หญิงในอาเซียน

16 มิถุนายน 2016 (จำนวนคนอ่าน 2361)
 
โดย  ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์
 
 
           
 
STEM คืออะไร? STEM ย่อมาจาก Science (วิทยาศาสตร์) Technology (เทคโนโลยี) Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) และ Mathematics (คณิตศาสตร์) มีความเชื่อว่าประเทศที่มีจำนวนแรงงานที่มีการศึกษาด้าน STEM ในสัดส่วนที่สูงจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านผลิตภาพ (Productivity) ในประเทศ อันจะทำให้ประเทศนั้น ๆ สามารถที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาหนึ่งในการให้การศึกษาด้าน STEM แก่ประชากรในประเทศในปัจจุบันและเป็นปัญหาที่ทั่วโลกพยายามหาทางแก้ไข คือ การที่จำนวนผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาด้าน STEM นั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ ทั้งนี้ การกระตุ้นให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงการศึกษาด้าน STEM ได้มากขึ้นนั้นจะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มศักยภาพ ตลอดจนบทบาทของผู้หญิงในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี
 
โดย United Nations (UN) เองได้พยายามรณรงค์ในเรื่องนี้ โดยการกระตุ้นให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยเฉพาะความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์ของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลก และได้กำหนดให้วันที่ 11 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวัน International Day of Women and Girls in Science ทั้งนี้ จากรายงานของ United Nations (2016) พบว่า ปัจจุบันสัดส่วนจำนวนผู้หญิงที่สำเร็จการศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์ในระดับปริญญาตรี โทและเอก มีเพียงร้อยละ 18 ร้อยละ 8 และร้อยละ 2 ตามลำดับ ขณะที่สัดส่วนจำนวนผู้ชายที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้ในระดับปริญญาตรี โทและเอกนั้นอยู่ที่ร้อยละ 37 ร้อยละ18 และร้อยละ 6 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าสองเท่าของผู้หญิงในทุกระดับการศึกษา (ดังแสดงในตารางที่ 1)
 
 
ส่วนสถานการณ์การศึกษาด้าน STEM ของผู้หญิงในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น จากรายงานล่าสุดของ UNESCO Bangkok Office และ Korean Women Development Institute (2015) ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในบางประเทศอาเซียนพบว่า ภาพรวมสัดส่วนผู้หญิงที่สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ (Science) ในระดับปริญญาตรีของประเทศในอาเซียนค่อนข้างมีความแตกต่างกัน เช่น เมียนมามีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 67.2 ขณะที่มาเลเซีย ลาวและกัมพูชาอยู่ที่ร้อยละ 58.9 ร้อยละ 36.6 และร้อยละ 11.1 ตามลำดับ (ดังแสดงในตารางที่ 2)
 
 
อย่างไรก็ตาม หากลงในรายละเอียดพบว่า แม้ว่ามาเลเซียเองมีสัดส่วนผู้หญิงที่สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างสูงแต่ก็ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องสัดส่วนจำนวนของแต่ละด้านค่อนข้างมาก โดยด้านเภสัชศาสตร์ (Pharmacy) มีผู้หญิงสำเร็จการศึกษาเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 72 ขณะที่ด้านวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 36 เท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ในอินโดนีเซียพบว่าแม้จะศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน แต่หากต่างสาขาวิชาก็ยังคงมีสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป โดยสัดส่วนผู้หญิงที่ลงทะเบียนเรียนในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) มีเพียงร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับสาขาวิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) มีถึงร้อยละ 78 ขณะที่ในประเทศไทยนั้น รายงานได้อ้างอิงจากข้อมูลของ UIS (2014) เพื่อสะท้อนสภาพตลาดแรงงานในไทยโดยพบว่า สัดส่วนของนักวิจัยผู้หญิงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน โดยอยู่ที่ระดับร้อยละ 51 เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และอินโดนีเซียที่อยู่ที่ระดับร้อยละ 30 - 31 เท่านั้น
 
 
อ้างอิง
- United Nations (2016), 2016 Theme: "Transforming the World: Parity in Science”, [Access: 1/2/2016] http://www.un.org/en/events/women-and-girls-in-science-day/index.shtml
- UNESCO Bangkok Office และ Korean Women Development Institute (2015), A Complex Formula: Girls and Women in Science, Technology, Engineering and Mathematics in Asia, Paris: UNESCO
- UIS (2014), Quantifying Women in Science: Interative Tool, (http://www.uis.unesco.org/ScienceTechnology/Pages/women-in-scienceleaky-pipeline-data-viz.aspx)
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์