หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยและอาเซียน

15 มิถุนายน 2016 (จำนวนคนอ่าน 4909)
 
โดย  สุเนตรตรา จันทบุรี
 
                            
 
ในกรอบความร่วมมือด้านต่าง ๆ ของประเทศในอาเซียนนั้น มีกรอบความร่วมมือหนึ่งที่มีความน่าสนใจและมีผลต่อความมั่นคงของอาเซียนด้วย คือ กรอบความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกลุ่มอาเซียน (ASEAN Defense Industry Collaboration: ADIC) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 ในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่ 5 (5th ASEAN Defense Ministers’ Meeting: ADMM) ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษา (Consultative Group) ทำหน้าที่ประสานงานดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติ ตลอดจนกำกับดูแลโครงการตามที่ได้ตกลงกันภายใต้ ADIC โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกให้มีความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ โดยกรอบความร่วมมือนี้จะช่วยนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่มสมาชิกให้มีความแข็งแกร่ง สามารถลดการพึ่งพาจากภายนอกได้
 
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศต่าง ๆ นั้น มีการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1) First Tier คือกลุ่มประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศชั้นนำที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสมบูรณ์แบบและครบวงจร สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ถึงระดับสูงสุด เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก
2) Second Tier คือ กลุ่มประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศครบวงจร แต่ยังไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ถึงระดับสูงสุดด้วยข้อจำกัดบางประการ เช่น ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ หรือการเมือง ได้แก่ ประเทศเกาหลีใต้ อินเดีย บราซิล อาร์เจนติน่า อิสราเอล ออสเตรเลีย สิงคโปร์ แคนาดา และแอฟริกาใต้
3) Third Tier เป็นประเทศที่มีความสามารถที่ผลิตยุทโธปกรณ์ได้เพียงบางส่วน เช่น ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์
 
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีขนาดเล็ก มีขีดความสามารถในการซ่อมบำรุง และสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์บางประเภทสนับสนุนให้แก่กองทัพได้ มีโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในสังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 48 โรงงาน โดยอยู่ในสังกัดของกองทัพบก 21 โรงงาน กองทัพเรือ 7 โรงงาน กองทัพอากาศ 12 โรงงาน กองบัญชาการกองทัพไทย 1 โรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 7 โรงงาน ส่วนของภาคเอกชนอีกประมาณ 60 บริษัท ซึ่งส่วนมากเป็นบริษัทที่รับซ่อมแซม ปรับปรุง หรือผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารบางประเภท เช่น วัตถุระเบิด เชื้อปะทุ กระสุนปืน รถยนต์นั่งกันกระสุน ยานพาหนะช่วยรบ เสื้อเกราะป้องกันกระสุน แอมโมเนียมไนเตรต ไนโตรเซลลูโลส รวมถึงอุตสาหกรรมต่อและซ่อมเรือ (ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ)
 
ส่วนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนนั้น มีสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์หลายประเภทได้ กล่าวคือ อินโดนีเซีย สามารถผลิตปืนพก ปืนเล็กยาว ปืนกลเบา เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่สนาม ขนาด 105 มม. รถลำเลียงพลล้อยางเรือตรวจการณ์ เครื่องบินลำเลียง เฮลิคอปเตอร์ ระเบิดชนิดต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องบินสอดแนมไร้คนขับ เป็นต้น ส่วนมาเลเซียได้ประกาศที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมทางทหาร อุตสาหกรรมต่อเรือ และอุตสาหกรรมอากาศยานให้ก้าวหน้าขึ้นไปสู่ระดับโลก ด้วยการดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง EADS, Spirit Aero, GE, Honeywell, Thales และอื่น ๆ ให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่กำลังจัดสร้าง พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือให้แข่งขันได้ในระดับโลก รวมไปถึงการจัดตั้งหน่วยงานขายอาวุธของรัฐบาลที่จะช่วยนำบริษัทของมาเลเซียออกไปสู่ตลาดโลก สำหรับสิงคโปร์ได้รับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาทางทหารจำนวนมาก ซึ่งทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศในระดับ Second Tier ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ยังได้ลงนามเพื่อขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับรัฐบาลอินเดียเมื่อปลายปี 2558
 
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศในอาเซียนมีการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยก็ควรให้ความสำคัญและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงในด้านการทหารของชาติแล้วยังจะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์