หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ไทยกับการครองตลาดอุตสาหกรรมความงามในอาเซียน

9 มิถุนายน 2016 (จำนวนคนอ่าน 3479)
 
โดย  สุเนตรตรา จันทบุรี
 
อุตสาหกรรมความงามเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สำคัญและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมูลค่าของตลาดสินค้าความงามทั่วโลกมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชากรและกระแสการให้ความสำคัญเรื่องภาพลักษณ์และการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 ตลาดสินค้าความงามทั่วโลกจะมีมูลค่ารวมกว่า 9.3 ล้านล้านบาท (ที่มา : บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด) ส่วนอาเซียนมีมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมความงามกว่า 500,000 ล้านบาทในปัจจุบัน และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นร้อยละ 3 - 6 ในแต่ละปี
 
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากในการผลิตสินค้าความงาม ที่สามารถกล่าวได้ว่าเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน และยังเป็นประเทศที่ครอบครองตลาดความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมอันดับ 1 ของโลก เป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางอันดับที่ 17 ของโลก และยังเป็นผู้ส่งออกสกินแคร์อันดับที่ 12 ของโลกอีกด้วย ส่วนตลาดภายในประเทศไทยตลาดสินค้าความงามมีมูลค่ามากถึง 250,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าจากการซื้อขายภายในประเทศ 150,000 ล้านบาท และการส่งออกอีก 100,000 ล้านบาท โดยมีการเติบโตต่อเนื่องร้อยละ 8 - 10 ในทุกปี และร้อยละ 27 ของการส่งออกสินค้าความงามของไทยนั้นเป็นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย นอกจากนี้ อุตสาหกรรมความงามไทยยังได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านการผลิตในอาเซียน ทั้งในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามของโลก ซึ่งในอนาคตไทยจะมีโอกาสเป็นทั้งฐานการผลิตและรับจ้างผลิตควบคู่กันไปกับตลาดแห่งความงาม
 
ส่วนเรื่องคุณภาพของสินค้าเครื่องสำอางของไทยสามารถเทียบเคียงกับสินค้าจากเกาหลีและญี่ปุ่นได้แต่ราคาย่อมเยากว่า ขณะที่คุณสมบัติสินค้าเหมาะกับผิวพรรณของคนในประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากกว่า เนื่องจากเป็นเมืองร้อนมีผิวพรรณคล้ายกับคนไทย อากาศคล้ายกัน ทำให้การพัฒนาสินค้าเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเข้ากับสภาพผิวมากกว่า จึงเป็นจุดที่สินค้าความงามของไทยมีความได้เปรียบกว่าสินค้าจากประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าความงามของไทยหรือการจะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมความงามในอาเซียน ผู้ประกอบการควรต้องศึกษาตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อตอบสนองความต้องการได้อย่างถูกต้อง อาทิ ชาวกัมพูชา มีทัศนคติในเรื่องรูปลักษณ์ของตนว่าการมีรูปลักษณ์ที่ดีนั้นจะสื่อถึงฐานะทางการเงินที่ดี ทำให้ร้อยละ 39 ของชาวกัมพูชามีการใช้สกินแคร์อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 21 ของชาวกัมพูชามีการแต่งหน้าทุกวัน และร้อยละ 40 ของชาวกัมพูชามีความเห็นว่าการเข้าพบแพทย์ผิวหนังมีความสำคัญ โดยผู้ที่มีรายได้ระดับกลางจะเลือกใช้บริการสถานเสริมความงาม และบริการทางการแพทย์ในเวียดนามและผู้ที่มีรายได้สูงจะเลือกใช้บริการในไทยหรือสิงคโปร์ (ที่มา : บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด)
 
ชาวเมียนมาให้ความสำคัญต่อความสวยงาม ริ้วรอย และการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อน ทำให้อุตสาหกรรมความงามของเมียนมาเติบโตต่อเนื่อง มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 14 คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 10,000 ล้านบาท มีงบประมาณการโฆษณาในกลุ่มอุตสาหกรรมความงามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 77 ต่อปี โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมเติบโตมากที่สุดถึงร้อยละ 97.50 กลุ่มดูแลผิวหน้ารองลงมาร้อยละ 70.25 ส่วนกลุ่มดูแลและบำรุงผิวกายอยู่ที่ร้อยละ 63.00
 
ตลาดเวียดนามมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นไปตามกระแสความนิยมมาจากรูปร่างหน้าตาตามแบบดารา นักร้องเกาหลีที่หลั่งไหลเข้ามาในปัจจุบันและผู้บริโภคที่มีรายได้สูงมักจะเลือกบริโภคเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชั้นนำที่มีคุณภาพสูงและมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ เพราะมีความเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะยกระดับรูปลักษณ์และสถานะได้
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์