หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
โอกาสสำคัญในการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน

17 พฤษภาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 3142)
 
โดย  จอมขวัญ  ผลภาษี
 
 
 
 
ความแข็งแกร่งของประชาคมอาเซียนนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงด้านการพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประชากรของอาเซียนให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติและคุณลักษณะ ตลอดจนมีคุณค่าต่อการพัฒนาของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนแต่ละประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาประชาคมอาเซียนในภาพรวม ความแตกต่างทางสังคมและความพร้อมของการพัฒนาประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนยังเป็นทั้งอุปสรรคและเป็นโอกาสของความสำเร็จในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของประชาคมฯ ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทั้งอุปสรรคและโอกาส ทั้งนี้ สำหรับประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนมีข้อมูลจากการสำรวจโดย UNESCO Institute of Statistics ประจำปี 2015 สรุปไว้เรื่องการศึกษาในระดับต่าง ๆ ตามจำนวนปี ทั้งนี้ อ้างอิงจากการศึกษาสายสามัญ ดังนี้
 
 
จากข้อมูลในตารางจะเห็นได้ว่า ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนส่วนใหญ่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระยะเวลารวม 15 ปี โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับปฐมวัยน้อยที่สุด คืออยู่ในระหว่าง 2 - 3 ปี และมีเพียงสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประเทศเดียวที่จัดให้มีระยะเวลาเพื่อการศึกษาระดับปฐมวัยถึง 5 ปี โดยเฉลี่ยแล้วประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระยะเวลา 13 – 15 ปี ทั้งนี้ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (Republic of the Union of Myanmar) และสาธารณรัฐสิงค์โปร์ (Republic of Singapore) มีการจัดการศึกษาเป็นระยะเวลา 13 ปี เท่ากัน ซึ่งเมื่อพิจารณาในด้านบริบทต่าง ๆ ของประเทศ 2 ประเทศนี้จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีความเป็นสากล นอกจากนี้ ยังเป็นประเทศที่ได้รับการขนานนามกันว่าเป็นเอเชียน้อยที่สุด มีวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีความเป็นตะวันตกมากกว่าตะวันออก ในขณะที่เมียนมาเป็นเพิ่งประกาศเปิดประเทศสู่สากล มีสถานภาพเป็นประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าจะเต็มไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่สองประเทศนี้มีความคล้ายกันตรงที่เคยเป็นประเทศอาณานิคมของสหราชอาณาจักร (United Kingdom)
 
สาธารณรัฐสิงค์โปร์ (Republic of Singapore) ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนที่มีความก้าวหน้าด้านต่าง ๆ อย่างเด่นชัด เป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและก้าวหน้าในด้านการศึกษา ภายหลังจากในปี ค.ศ. 2015 สิงคโปร์ประกาศตัวเองว่าเป็น Smart Nation Singapore [https://www.ida.gov.sg/Tech-Scene-News/Smart-Nation-Vision] และเน้นการนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ในการปรับปรุงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการของสิงค์โปร์มุ่งพัฒนาระบบการจัดการศึกษาเป็นระดับขั้นแบบใหม่ (แสดงดังภาพ โดยเริ่มจากประถมศึกษา (Primary) ต่อด้วยมัธยมศึกษา (Secondary) ใช้เวลา 4 - 5 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแผนการศึกษาที่หลากหลายที่ประเทศสิงคโปร์ได้ออกแบบให้รองรับความต้องการของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประชากรของประเทศ ตัวอย่างเช่น ในระดับมัธยมศึกษามีทางเลือกมากมายทั้งในเรื่องหลักสูตรและสถาบันหรือโรงเรียน โดยทั่วไปจะเป็นการศึกษาในแผนสามัญ (Primary Schools) และมีทางเลือกอื่น ได้แก่ การศึกษาในโรงเรียนหรือสถาบันเฉพาะทาง (Specialized Schools) การศึกษาในระบบหลักสูตรแบบบูรณาการ (Integrated Programme) การศึกษาแบบเฉพาะทาง โดยสถาบันหรือโรงเรียนนอกระบบ (Specialized Independent Schools) และการศึกษาในโรงเรียนหรือสถาบันเอกชน (Private Schools and Institutions)
 
อย่างไรก็ตาม การศึกษาแต่ละระดับแม้ว่าจะแตกต่างกัน ในรูปแบบของหลักสูตรหรือสถาบัน ก็ล้วนแล้วแต่มีป้าหมายในการสร้างความสอดคล้องเพื่อสืบทอดเนื้อหาและวัตถุประสงค์ในการสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประชากรของประเทศให้มีคุณภาพและคุณสมบัติที่พึงประสงค์ ในระดับประถมศึกษาเริ่มต้นด้วยการเรียนเพื่อรู้จักและสร้างความรักความนิยมในชาติสิงคโปร์ โดยการทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับประเทศชาติก่อตัวให้แข็งแกร่งมั่นคง ผ่านการนำเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจว่าสิ่งใดสำคัญต่อประเทศชาติเป็นหัวใจหลักของการเรียนจนถึงระดับมัธยมศึกษา และต่อด้วยการส่งเสริมให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นประเทศสิงคโปร์และเข้าใจถึงบทบาทที่โดดเด่นของประเทศในระดับโลก สิงคโปร์เน้นสร้างความตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของชาติในระดับโลก เป็นการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายต่อคนในประเทศและต่อคนรุ่นใหม่ผ่านระบบการศึกษาของชาติ ที่สำคัญเพื่อความสำเร็จของการสร้างประชากรให้เป็นสมาชิกของสังคมสิงคโปร์ที่มีคุณภาพและคุณลักษณะที่แข็งแกร่ง พร้อมต่อสู้เพื่อความสำเร็จของตนและของสังคม 
 

สำหรับประเทศไทย (Thailand) จะอยู่อย่างไรและจะพัฒนาอย่างไรนั้น เบื้องต้นประเทศเรามีระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็นระดับขั้นที่ชัดเจน ได้แก่ ประถมศึกษา (Primary) ซึ่งใช้เวลา 6 ปี ต่อด้วยมัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary) ใช้เวลา 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย (Post-Secondary) อีก 3 ปี ทั้งนี้ ในการศึกษาไทยมีการออกแบบให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสายสามัญหรือสายอาชีวศึกษา ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างประชากรไทยที่มีคุณภาพและความสามารถประกอบกับทักษะที่สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ เพื่อตอบรับประชาคมอาเซียน ซึ่งหนึ่งของเป้าหมายต่อไปของการพัฒนาการศึกษาของไทยเป็นเป้าหมายที่มุ่งยกระดับสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีการตั้งเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางของการศึกษาของประชาคมอาเซียน (ASEAN’s Educational Hub) ภายใน 5 ปี
 
ทั้งนี้ จากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนได้มีการก่อตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อผลักดันการพัฒนาในเรื่องนี้มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานและการเป็นผู้นำในการพัฒนาการศึกษา ผ่านการทำงานของคณะปฏิรูปการศึกษา และแม้ว่าเป้าหมายในการเป็น ASEAN’s Educational Hub จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ประเทศไทยจำเป็นต้องมุ่งให้เกิดความสำเร็จด้วยการสร้างความพร้อมในด้านการพัฒนาการออกแบบการเรียนการสอน วิธีการ คุณภาพ โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ และผลการวิจัยด้านต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเพื่อต่อยอดให้เกิดความเป็นไปได้ของการสร้างประเทศไทยให้เป็น ASEAN’s Educational Hub
 
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นของการพัฒนาในจะเริ่มจากการพัฒนาการเรียนการสอนและแนวคิดในการพัฒนาวิธีการ เช่น จากเดิมการเรียนการสอนจะเป็นการถ่ายทอดความรู้จากครูสู่นักเรียนในแบบ One-way Communication ไปสู่การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของนักเรียน และมีการแสดงออกถึงความคิดผ่านการสื่อสารกับครูมากขึ้น เป็นการเรียนแบบ Two-way Communication เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพิจารณาประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้และการศึกษาผ่านโครงการนำแนวคิดนวัตกรรมสำคัญในการพัฒนาการศึกษาเพื่อส่งเสริมการสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมเด็กในวัยเรียนที่ด้อยโอกาสและที่มีอุปสรรคให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามปกติได้ เช่น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 นายสุภัทร จำปาทอง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมในการประชุมสุดยอดโดยองค์การ UNESCO และ UNICEF เรื่อง "Asia Summit on Flexible Learning Strategies for Out-of-School Children” ซึ่งเน้นผลักดันยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งเสริมการศึกษาให้ทั่วถึงไปยังเด็กนอกระบบการศึกษาปกติ หรือที่เรียกว่า "เด็กตกหล่น” ซึ่งจัดเป็นการประชุมครั้งแรกที่สร้างความตระหนักถึงเด็กนอกระบบเหล่านี้ในประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย
 
ในการประชุมดังกล่าวมีการนำเสนอนวัตกรรมสำคัญ เช่น การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ที่เน้นการเปิดให้เข้าถึงได้เต็มรูปแบบ ที่เรียกว่า Massive Open Online Course (MOOC) ซึ่งได้รับการนำร่องในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่นำไปสู่โอกาสในการพัฒนาระบบ MOOC ในประเทศต่าง ๆ ต่อไป เมื่อเรื่องการพัฒนาการศึกษาของประเทศได้รับการพิจารณาเป็นวาระแห่งชาติ ประเทศไทยจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ปฏิรูปการศึกษาให้โดดเด่นเพื่อสามารถสร้างบทบาทที่สำคัญในประชาคมอาเซียนและมุ่งสู่การเป็น ASEAN’s Educational Hub ในที่สุด
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์