หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การพัฒนาศักยภาพการค้าชายแดนไทยไปยัง สปป.ลาว และไปยังประเทศที่สาม

15 พฤษภาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 4256)

การค้าชายแดนไทยไป สปป.ลาว และการค้าผ่านแดน สปป.ลาว ไปจีนและเวียดนาม กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบการค้าที่มีความสําคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากปริมาณสินค้าและมูลค่าการค้าระหว่างกันที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มูลค่าการค้าชายแดนคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 85 ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับ สปป.ลาว กัน โดยในปี 2557 มูลค่าการค้าเป็นการค้าชายแดนไทยไป สปป.ลาว คิดเป็นกว่า 1.2 แสนล้านบาท การค้าผ่านแดนไทยไปจีนตอนใต้ 2.1 หมื่นล้านบาท และเป็นการค้าผ่านแดนไทยไปเวียดนาม 2.2 หมื่นล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท
 
การค้าชายแดนไทยไป สปป.ลาว และการค้าผ่านแดน สปป.ลาว ไปจีนและเวียดนามมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญกับเส้นทางขนส่งทางถนนที่เชื่อมต่อระหว่างสี่ประเทศ กฎเกณฑ์แนวนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยพบว่า ในทางปฏิบัติการค้าระหว่างกันจะมีการใช้เส้นทางสายหลักรวมทั้งสิ้น 4 สาย ประกอบด้วย เส้นทางถนนสาย R3A R8 R9 และ R12 ซึ่งจะข้ามพรมแดนจากไทยไปยัง สปป.ลาว โดยอาศัยสะพานข้ามพรมแดน (สะพานมิตรภาพไทย – ลาว) ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ระหว่าง จังหวัดหนองคาย –นครหลวงเวียงจันทน์ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ระหว่างจังหวัดมุกดาหาร – แขวงสะหวันนะเขต สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ระหว่างจังหวัดนครพนม – แขวงคําม่วน และสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 ระหว่างจังหวัดเชียงราย – แขวงบ่อแก้ว ในขณะที่มีจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนทางการค้าตลอดแนวทางชายแดน ซึ่ง ณ เดือนกรกฎาคม 2558 จุดผ่านแดนของไทยบริเวณชายแดนไทย - สปป.ลาว ประกอบด้วยจุดผ่านแดนถาวร 19 แห่ง และจุดผ่อนปรนทางการค้า 29 แห่ง ทั้งนี้หากมีการการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็จะเป็นตัวส่งให้ศักยภาพการค้าของไทยเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดีปัญหาอุปสรรคที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการค้าของไทยพบว่า มีทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างทางกายภาพและปัญหาในด้านการอํานวยความสะดวกตลอดเส้นทางขนส่ง เช่น เส้นทางคมนาคมขนส่งใน สปป.ลาว มีสภาพถนนค่อนข้างคดเคี้ยวและยังไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกเพียงพอ ความไม่แน่นอนของอัตราค่าธรรมเนียมกล่าวคือ สปป. ลาวเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านแดนร้อยละ 3-5 ของราคาสินค้า รวมถึงค่าธรรมเนียมการใช้ถนนในแต่ละแขวงที่ต่างกัน โดยไม่มีความแน่นอนในแต่ละด่าน ความแตกต่างของข้อกําหนดทางเทคนิคของรถ สปป. ลาว กำหนดพิกัดน้ําหนักรถบรรทุกของแต่ละแขวงยังไม่เท่ากัน สําหรับการขนส่งผ่านแดน สปป.ลาว ไปจีน เนื่องจากจีนและไทยยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการขนส่งข้ามแดน รถบรรทุกไทยจึงไม่สามารถขนสินค้าไปยังจีนได้โดยตรงการขนส่งสินค้าผลไม้จากไทยที่นิยมใช้เส้นทาง R3A จําเป็นต้องมีการเปลี่ยนหัวรถหรือถ่ายสินค้า ณ ด่านบ่อเต็นของสปป.ลาว และสําหรับการขนส่งผ่านแดน สปป.ลาว ไปเวียดนาม เนื่องจาก เส้นทาง R8 และ R12 (ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นกว่าเส้นทาง R9 ในการขนส่งสินค้าจากไทยผ่าน สปป.ลาว ไปยังเวียดนาม) ยังไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง (Greater Mekong Sub-region Cross Border Transport Agreement: GMS CBTA) ทําให้การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวยังไม่ได้รับความสะดวก โดยผู้ประกอบการต้องเสียเวลาจากการตรวจสอบสินค้าจากหลายด่านใน สปป.ลาว และเวียดนาม และเสียค่าธรรมเนียมในการผ่านเส้นทาง
 
แนวนโยบายและยุทธศาสตร์ภายในประเทศของไทยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับศักยภาพการค้าชายแดนของไทยไป สปป.ลาว และการค้าผ่านแดน สปป.ลาว ไปจีนและเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยตระหนักถึงความสําคัญของการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน โดยได้วางแนวทางในการพัฒนาศักยภาพการค้าดังกล่าว ทั้งในนโยบายระดับชาติและกลไกการดําเนินการในระดับปฏิบัติต่างๆ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 นโยบายของรัฐบาลการส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน นโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการส่งออกและพัฒนาการค้าชายแดนของกระทรวงพาณิชย์เป็นต้น ซึ่งนโยบายและยุทธศาสตร์เหล่านี้ล้วนแต่จะเป็นกลไกผลักดันหรือส่งเสริมศักยภาพทางการค้าของไทยทั้งสิ้น หากสามารถนํานโยบายและยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่วางไว้มาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้
นอกจากนี้กรอบความตกลงหรือความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สําคัญที่สามารถส่งผลต่อศักยภาพการค้าดังกล่าวของไทย โดยภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ มีการจัดทํากรอบความตกลงและร่วมมือในระดับภูมิภาคและทวิภาคีที่เป็นฐานรองรับการพัฒนาความเชื่อมโยงความร่วมมือในทางเศรษฐกิจและด้านอื่นที่หลากหลาย รวมทั้งการค้าและการอํานวยความสะดวกด้านการขนส่งระหว่างกันของทั้งสี่ประเทศ ซึ่งหากมองในแง่ของวัตถุประสงค์และขอบเขตแล้ว พบว่า โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง (Greater Mekong Sub-regional Economic Cooperation: GMS-EC) น่าจะเป็นกลไกเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ที่มีความสําคัญลําดับต้น เนื่องจาก GMS-EC เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ําแม่โขง รวมทั้งไทย สปป.ลาว เวียดนาม และจีน ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายด้าน รวมทั้งการค้า การลงทุน โอกาสทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ ภายใต้ความร่วมมือในสาขาต่างๆ ที่หลากหลายรวมทั้งด้านการค้าและการคมนาคม ซึ่งประเทศไทยสามารถอาศัยกลไกของระเบียบกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศดังกล่าวเป็นตัวช่วยในการผลักดันหรือส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนดังกล่าวของไทยได้เป็นอย่างดี
 
 
ภายใต้บริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังที่ได้กล่าวมา เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพหรือเพิ่มโอกาสที่ไทยมีจุดแข็งและโอกาสค่อนข้างสูงในเรื่องของตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์สําหรับช่องทางการค้าชายแดนไทยไป สปป.ลาว และการค้าผ่านแดน สปป.ลาว ไปยังจีนและเวียดนาม อาจพิจารณาถึงข้อเสนอแนะต่างๆ ดังนี้
 
1. ภาพรวม
(1) ไทยควรพิจารณากําหนดยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้ลึกซึ้ง ชัดเจน และเข้มแข็ง โดยควรกําหนดยุทธศาสตร์ต่อประเทศเพื่อนบ้านแยกเป็นรายประเทศ เนื่องจากบริบทการเมือง สังคมวัฒนธรรม และทัศนคติของแต่ละประเทศต่อไทยมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน และควรพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างถ่องแท้ทั้งนี้การแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าและการให้ความช่วยเหลือต่อประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับการพัฒนาที่น้อยกว่าไทยก็ควรพิจารณาให้ความสําคัญสินค้าจากไทยไปยัง สปป.ลาว เวียดนาม และจีนแล้ว ไทยควรพิจารณาเรื่องการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ภายในภูมิภาค โดยภาครัฐควรมีบทบาทผลักดัน ส่งเสริม และอํานวยความสะดวก แก่นักลงทุนไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ความได้เปรียบของประเทศเหล่านี้
 
(2) ในระยะยาว นอกจากการพัฒนาศักยภาพการค้าชายแดนและผ่านแดน โดยเป็นการส่งออกสินค้าจากไทยไปยัง สปป.ลาว เวียดนาม และจีนแล้ว ไทยควรพิจารณาเรื่องการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ภายในภูมิภาค โดยภาครัฐควรมีบทบาทผลักดัน ส่งเสริม และอํานวยความสะดวก แก่นักลงทุนไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ความได้เปรียบของประเทศเหล่านี้
2. รายประเด็น
(1) การเชื่อมโยงการคมนาคมและขนส่งในภูมิภาค ไทยควรเร่งผลักดันการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาและอํานวยความสะดวกในการขนส่งข้ามแดนและผ่านแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาภายใต้กรอบ GMS ที่มีการเจรจาจัดทําความตกลง GMS CBTA รวมถึงบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง (IICBTA – The Initial Implementation of The Cross-Border Transport Agreement) หรือ MOU on IICBTA ระหว่างไทย – สปป.ลาว – เวียดนาม และ MOU on IICBTA ระหว่าง ไทย – สปป.ลาว – จีน รวมถึงการเร่งรัดการดําเนินการเพื่อนํากรอบความตกลงด้านการขนส่งในอาเซียนไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว
 
(2) การพัฒนาความร่วมมือในพื้นที่ชายแดนและสร้างเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยควรให้ความสําคัญในลําดับต้นกับการเร่งพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อส่งเสริมให้เป็น "ชายแดนแห่งความร่วมมือ” โดยเฉพาะการผลักดันและเร่งรัดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ประเด็นที่ควรให้ความสําคัญในลําดับต้น คือ การพิจารณาหาแนวทางเพื่อเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยกับเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเพื่อนบ้าน
 
(3) การแก้ไขปัญหาและการเสริมสร้างความร่วมมือในการอํานวยความสะดวกทางการค้า ไทยควรเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและการเสริมสร้างความร่วมมือในการอํานวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนระหว่างไทย - สปป.ลาว – จีน และไทย – สปป.ลาว – เวียดนามรวมถึงพิจารณาการจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย - สปป.ลาว – จีน และระหว่าง ไทย – สปป.ลาว – เวียดนาม
 
(4) การสร้างเครือข่ายการทํางาน ไทยควรให้ความสําคัญกับการสร้างเครือข่ายการทํางานผ่านการสร้างความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการระหว่างเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของไทยกับประเทศต่างๆ โดยแนวทางหนึ่งที่น่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการระหว่างเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีคือ การพบปะหารืออย่างไม่เป็นทางการ การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ผ่านการจัดฝึกอบรม ศึกษาดูงาน การจัดสัมมนาให้ความรู้แก่บุคลากรของประเทศเหล่านี้
 
 
(5) การบูรณาการการทํางานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาครัฐควรมีการบูรณาการการทํางานร่วมกัน และควรให้ความสําคัญกับการทํางานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และระหว่างหน่วยงานจากส่วนกลางและหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจริงและอยู่ในท้องที่ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความเข้าใจในข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ประกอบการพิจารณาจัดเตรียมท่าทีการเจรจาให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด
 
 
 
โดย สํานักอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์