หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เหลียวมองการค้าอินเดียกับอาเซียน

21 เมษายน 2016 (จำนวนคนอ่าน 1466)
 
                    
 
 
อาเซียนและอินเดียได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีอาเซียนอินเดีย หรือ ASEAN-India Free Trade Agreement (AIFTA) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ที่กรุงเทพฯ การได้ลงนามความตกลงดังกล่าวเป็นผลมาจากความพยายามในการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียมายาวนานกว่า 6 ปี ตั้งแต่ปี 2545 และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ หรือ Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation Agreement (CECA) เมื่อปี 2546 ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า หรือ Agreement on Trade in Goods (TIG) มีผลให้อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์และไทย เริ่มลดภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 และประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทยและอินเดีย จะยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าโดยรวมประมาณร้อยละ 80 ของรายการสินค้าภายในปี 2559
 
ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียนอื่น ๆ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามและอินเดีย จะยกเลิกภาษีภายในปี 2564 ส่วนประเทศฟิลิปปินส์และอินเดียจะยกเลิกภาษีภายในปี 2562 ฝ่ายไทยมองว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจและมีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและจีน ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 7 - 8 ต่อปี ส่งผลให้ประชากรมีรายได้สูงขึ้นและเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อปานกลางถึงสูงรวมกว่า 350 ล้านคน อินเดียจึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพรองรับการส่งออกของไทย
 
ขณะที่ฝ่ายอินเดียมองว่า 10 ประเทศในอาเซียนถือเป็นกลุ่มประเทศที่ใกล้ชิดกับอินเดียมากเป็นลำดับสองรองจากประเทศในกลุ่มเอเชียใต้ แต่โดยที่กลุ่มประเทศเอเชียใต้ส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ช้า อินเดียจึงเล็งเห็นว่าจำเป็นที่ต้องมองไปทางฝั่งตะวันออกเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับกลุ่มอาเซียน จึงให้ความสำคัญกับนโยบาย Look East Policy การลงนามในความตกลง TIG จึงมีความสำคัญต่ออินเดียอย่างยิ่ง และเปรียบเสมือนเป็นการสร้างเขตการค้าเสรีที่มีประชากรมากกว่า 1.8 ล้านคน และมี GDP รวมกันกว่า 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และขณะนี้มีรายการสินค้ากว่า 4,000 รายการที่จะลดภาษีให้เหลือ 0 ภายในปี 2559 นี้
 
เมื่อดูสถิติจะพบว่า การค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียภายหลังการลงนามความตกลง TIG ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีมูลค่าและการเติบโตน้อยกว่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน อาเซียนกับญี่ปุ่น และอาเซียนกับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ในปี 2554 ภายหลังจากการลดภาษีตามความตกลง มูลค่าการค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนเพิ่มขึ้นจากปี 2542 ที่มีรวม 43,911.67 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 56,235.85 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28 และได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2557 มูลค่าการค้ารวมอาเซียน-อินเดียมีสูงถึง 76,527.35 ล้านดอลลาร์ จากสถิติการค้าทั้งในส่วนของการนำเข้าและส่งออกระหว่างอินเดียกับอาเซียนมีเพิ่มขึ้นโดยตลอด ยกเว้นในปี 2555 ที่การส่งออกของอินเดียไปยังอาเซียนมีการเติบโตที่ติดลบ การส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนของอินเดียในปี 2557 มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 10.25 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย และมูลค่าการนำเข้ามีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 9.98 สินค้าส่วนใหญ่ที่อินเดียได้ประโยชน์จาก TIG ก็ได้แก่ การส่งออกสินค้าทางด้าน วิศวกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์พวกแร่โลหะต่าง ๆ ไปยังอาเซียน
 
อย่างไรก็ดี อินเดียมองว่าในการทำการค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนยังคงมีอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการ ทางภาษี (Non Tariff Barriers) อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคทางเทคนิค ซึ่งได้แก่ เรื่องมาตรฐานสินค้า มาตรฐานการผลิตสินค้า การตรวจสอบสินค้า และอุปสรรคด้านอื่น ๆ เช่น การจำกัดโควต้า การนำเข้าสินค้า เช่น กรณีเวียดนามกำหนดโควต้าการนำเข้าสินค้าส่วนประกอบยานยนต์ การให้ใบอนุญาต (licensing) ของสินค้าบางประเภท เช่น กรณีของสินค้าเวชภัณฑ์ และการห้ามนำเข้า เช่น สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากอินเดีย นอกจากนี้ พ่อค้าอินเดียยังมองว่า รัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ให้การสนับสนุนการส่งออกอย่างจริงจัง และมองว่ากระบวนการส่งออกจากอินเดียใช้เวลายาวนาน และเสียเงินและเสียเวลาค่อนข้างมาก อีกทั้งยังต้องมีสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของอินเดีย อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทางและระบบโลจิสติกส์ของอินเดียยังไม่ดีพอ รวมถึงรัฐบาลยังมีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนการส่งออกของพ่อค้าอินเดีย
 
หากพิจารณาดูความเคลื่อนไหวของอินเดียในระยะนี้จะพบว่า อินเดียมิได้มองเฉพาะการค้าระหว่างอินเดียกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่กำลังพยายามที่จะเชื่อมโยงการค้าของอินเดียเข้ากับกลุ่มทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ASEAN 10 ประเทศ กับคู่ภาคีที่มีอยู่ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และแม้กระทั่งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) โดยอินเดียมองว่าจะใช้ประโยชน์จากประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิก TPP ได้อย่างไร และในสาขาใดรายงานข่าวเมื่อกลางปีที่แล้วระบุว่า อินเดียเป็นประเทศที่ประกาศจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการอินเดียไปลงทุนธุรกิจสิ่งทอในเวียดนามด้วยการเสนอสิทธิพิเศษทั้งด้านการเงินและด้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรม โดยการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ได้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกสินค้าไปขายในประเทศสมาชิกของ TPP ที่มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของการค้าโลก
 
แต่อย่างไรก็ดี อินเดียยังเป็นประเทศที่ยังไม่เข้าร่วม TPP โดยประเมินว่า อินเดียจะประสบปัญหาทางการค้าหลายประการ หากตัดสินใจเข้าร่วมความตกลง TPP โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องสิทธิบัตรยา เนื่องจากจะทำให้ยาในอินเดียมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อประชากรอินเดียในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางอย่างรุนแรง
 
 
 
ดร.พรพิมล สุคันธวณิช สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์