หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> เมียนมา (Myanmar)
ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมเมียนมา

28 มีนาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 19040)

วัฒนธรรมของเมียนมา แม้ได้รับอิทธิพลทั้งจากจีน อินเดีย แต่ก็มีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง อย่างวัฒนธรรมมอญที่อยู่คู่เมียนมามาช้านาน ศิลปะของเมียนมายังได้รับอิทธิพลจากวรรณคดี และพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาตั้งแต่ครั้งโบราณชาวเมียนมาเป็น ชนชาติที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่สั่งสมมาแต่อดีต การยึดมั่นในคุณค่าของอดีตเช่นนี้ทำให้ชาวเมียนมายังคงดำเนินชีวิตตามแบบที่เคยยึดถือแต่โบราณ โดยเฉพาะในเรื่องจริยธรรม การนับถือศาสนา และการปฏิบัติตามประเพณีที่ได้รับการสืบทอดต่อกัน มาการดำเนินชีวิตสังคมของชาวเมียนมาเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างยิ่ง สถานภาพของชายจะสูงกว่าหญิง แต่ขณะเดียวกันเมื่อหญิงแต่งงานแล้วก็สามารถขอหย่าจากสามีได้ เมื่อหย่าแล้วก็กลับมาอยู่ที่บ้านพ่อแม่เหมือนเดิม ในช่วงวัยแต่งงานมักจะแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย พิธีแต่งงานเรียบง่ายไม่ต้องมีพิธีทางศาสนาหรือทางโลก มีแต่การจดทะเบียนสมรสเพื่อประโยชน์ใน การแบ่งสินสมรส หญิงชาวเมียนมาจะได้รับสิทธิตามกฎหมายทัดเทียมชาย แม้ว่าสถานภาพอื่นๆ ทางสังคมจะด้อยกว่าก็ตาม แต่กฎหมายของเมียนมาก็คุ้มครองสิทธิของสตรีอย่างมาก ตลอดช่วงชีวิตของชาวเมียนมาได้ยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากอดีต แม้ในช่วงการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวอังกฤษพยายามจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้ชาวเมียนมามีโลกทัศน์แบบสมัยใหม่ แต่ชาวเมียนมาก็ยังคงพึงพอใจที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในค่านิยมแบบเดิม เช่น การแต่งกายซึ่งสะท้อนให้เห็นความภาคภูมิใจใน ความเป็นเมียนมาของตนอย่างเห็นได้ชัดชาวเมียนมาทั้งหญิงและชายนิยมนุ่งโสร่ง เรียกว่า "ลองยี” (Longeje) ส่วนการแต่งกายแบบโบราณ เรียกว่า "ลุนตยาอชิก” แต่ในปัจจุบันมีการรับวัฒนธรรมจากต่างประเทศ มาหลากหลายรูปแบบ เช่น การแต่งกาย ดนตรี ฯลฯ
 
นอกจากนี้ประเพณีพื้นเมืองเมียนมานับได้ว่าเป็นสังคมที่แทบหยุดกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงด้วยการปิดประเทศมานานกว่า 3 ทศวรรษ สังคมเมียนมาอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นความเป็นอยู่แบบพอมีพอกินและพึ่งพาตนเอง สิ่งจำเป็นจึงมีเพียงแค่ปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมียนมาจึงมีความเรียบง่าย เมียนมามีงานประเพณีของแต่ละเดือนในรอบปี เรียกว่า "แซะนะล่ะ หย่าตี่บะแว” หรือประเพณีสิบสองเดือน ที่ยังคงสืบทอดงานประเพณี สิบสองเดือนไว้ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และเพื่อความ เข้าใจ ต้องทราบว่า เดือน 1 ของเมียนมาเท่ากับเดือน 5 ของไทย และ เดือน 12 ไทยเท่ากับเดือน 8 เมียนมา ประเพณีสิบสองเดือนของ เมียนมาเป็นดังนี้
• เดือนหนึ่ง เรียกว่า เดือนดะกู (มี.ค. - เม.ย.) เป็นเดือนเริ่มศักราช ใหม่ และเป็นเดือนต้นฤดูร้อน มีงานฉลองสงกรานต์เป็นงานฉลองวันส่งท้ายปีเก่าและย่างสู่ปีใหม่ ชาวเมียนมาถือว่างานสงกรานต์เป็นประเพณียิ่งใหญ่ในรอบปี เรียกว่า ธิงจัน (Thingyan) มีการเล่นสาดน้ำตลอด 5 วัน ชาวเมียนมาถือว่าช่วงเวลานี้เป็นวันมงคล จึงนิยมเข้าวัดรักษาศีล ช่วยกวาดลานวัดและลานเจดีย์ สรงน้ำพระพุทธและเจดีย์ รดน้ำดำหัวพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตลอดจนครูบาอาจารย์ และสระผม ให้ผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยน้ำส้มป่อย งดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต บ้างสร้างกุศลด้วย การปล่อยวัว ควาย และปลา เมื่อสิ้นวันสงกรานต์ชาวเมียนมาจะนิยม จัดงานบวชเณรให้บุตรและจัดงานเจาะหูให้ธิดา จะพบเห็นขบวนแห่ลูกแก้วและลูกหญิงไปตามท้องถนนและรอบลานองค์เจดีย์ตามวัดต่างๆ จึงมีสามเณรบวชใหม่อยู่กันเต็มแทบทุกวัน
• เดือนสอง เรียกว่า เดือนกะโส่ง (เม.ย. - พ.ค.) เมียนมามีสำนวน ว่า "ดะกู น้ำลง กะโส่งน้ำแล้ง” เดือนกะโส่งจึงเป็นเดือนที่แห้งแล้งภาวะอากาศในเดือนนี้ออกจะร้อนอบอ้าวกว่าเดือนอื่นๆ ชาวพุทธเมียนมาจึง จัดงานรดน้ำต้นโพธิ์กันในวันเพ็ญของเดือนกะโส่ง และถืออีกว่าวันนี้ ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เมียนมา ได้กำหนดเรียกวันดังกล่าวว่า "วันพุทธะ” ในวันนี้ชาวพุทธเมียนมา จะนิยมปฏิบัติบูชาตามวัดและเจดีย์ ด้วยการรักษาศีลและเจริญภาวนาเดือนกะโส่งนับเป็นเดือนที่ฝนเริ่มตั้งเค้า ชาวนาจะเริ่มลงนาเพื่อเตรียม พื้นที่เพาะปลูก
• เดือนสาม เรียกว่า เดือนนะโหย่ง (พ.ค.- มิ.ย.) เดือนนี้เป็นเดือน เริ่มการเพาะปลูก ฝนฟ้าเริ่มส่อเค้าและโปรยปราย อากาศเริ่มคลายร้อนต้นไม้ใบหญ้าเริ่มแตกยอด โรงเรียนต่างเริ่มเทอมใหม่หลังจากปิดภาคฤดูร้อน เดือนนะโหย่งจึงนับเป็นเดือนเริ่มชีวิตใหม่หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายเดือน ในสมัยราชวงศ์เคยจัดพิธีแรกนาขวัญในเดือนนี้เมียนมาเรียกพิธีนี้ว่า "งานมงคลไถนา”
 
• เดือนสี่ เรียกว่า เดือนหว่าโส่ (มิ .ย.- ก.ค.) ถือเป็นเดือนสำคัญทางพุทธศาสนา ด้วยเป็นเดือนเข้าพรรษา เมียนมากำหนดให้วันเพ็ญเดือน หว่าโส่เป็นวันธรรมจักรเพื่อน้อมรำลึกวันปฐมเทศนาของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า และถัดจากวันธรรมจักร คือ วันแรม 1 ค่ำของเดือนหว่าโส่ จะเป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มจำพรรษาในเดือนนี้สาวๆ เมียนมาในหมู่บ้าน มักจะจับกลุ่มออกหาดอกเข้าพรรษา ซึ่งขึ้นอยู่ตามชายป่าใกล้หมู่บ้าน เพื่อนำมาบูชาพุทธเจดีย์ นอกจากนี้ยังมีการถวายจีวรและเทียนที่วัด มี กิจกรรมสำคัญคืองานบวชพระ ด้วยถือว่าวันเพ็ญเดือนหว่าโส่นั้น เป็น วันที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้กับเบญจวัคคี ฤดูฝนจะเริ่มในเดือนหว่าโส่ และในเดือนหว่าโส่นี้ยังเป็นเดือนลงนาปลูกข้าว เล่ากันว่าชาวนาจะ ลงแขกปักดำข้าวในนาพร้อมกับขับเพลงกันก้องท้องทุ่งนา
 
• เดือนห้า เรียกว่า เดือนหว่าข่อง (ก.ค.-ส.ค.) เป็นเดือนกลาง- พรรษา และเป็นเดือนที่มีงานบุญสลากภัต เมียนมาเรียกว่า "สะเยดั่งบแว” แต่เดิมใช้การจับติ้ว ภายหลังหันมาใช้กระดาษม้วนเป็นสลาก ปัจจุบันการจัดงานบุญสลากภัตกล่าวถึงกันน้อยลง แต่กลับมีงานที่เด่นดังระดับประเทศขึ้นมาแทน คืองานบูชาผีนัตที่หมู่บ้านต่องปะโยง ณ ชานเมืองมัณฑะเลย์ เดือนนี้เป็นเดือนที่ฝนมักตกหนักกว่าเดือนอื่น
• เดือนหก เรียกว่า เดือนต่อดะลีง (ส.ค.- ก.ย.) เป็นเดือนน้ำหลาก น้ำตามแม่น้ำลำคลองจะขึ้นเอ่อเต็มตลิ่ง หลายท้องถิ่นจะจัดงานแข่งเรือ กันอย่างสนุกสนาน และในเดือนนี้เช่นกันจะพบเห็นแพซุงล่องตามลำน้ำเป็นทิวแถว โดยเฉพาะในแม่น้ำอิระวดี แพซุงจะล่องจากเหนือสู่ ปลายทาง ณ ท่านเมืองย่างกุ้ง และเดือนนี้อีกเช่นกันที่ชาวประมง จะเริ่มลงอวนจับปลาด้วยเป็นเดือนที่มีปลาชุกชุมเป็นพิเศษ
 
• เดือนเจ็ด เรียกว่า เดือนดะดีงจุ๊ต (ก.ย.-ต.ค.) ในวันเพ็ญ ของเดือนนี้จะมีการทำปวารณาในหมู่ของพระสงฆ์ วันนี้เป็นวันอภิธรรม ด้วยเป็นวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ ทรงเทศนาพระอภิธรรมตลอด 3 เดือนในพรรษาที่ผ่านมา ชาวพุทธ จะจัดงานจุดประทีปเพื่อสักการะบูชาพระพุทธเจ้า ต่อจากวันอภิธรรม จะเป็นวันออกจากพรรษา ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ ของเดือนดะดีงจุ๊ตในเดือนดะดีงจุ๊ตนี้ ยังมีการจัดประเพณีไหว้ขมาต่อบิดามารดาและ ครูบาอาจารย์ รวมทั้งชาวเมียนมาร์ยังเริ่มจัดงานมงคลสมรสกันในเดือนนี้
 
• เดือนแปด เรียกว่า เดือนดะส่องโมง (ต.ค.- พ.ย.) เป็นเดือนเปลี่ยน ฤดูจากหน้าฝนย่างเข้าหน้าหนาว ชาวนาจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวกันในเดือน ดะส่องโมงนี้ถือเป็นเดือนงานทอดกฐิน งานกฐินนี้จะมีการแห่ครัวทานที่ เมียนมา เรียกว่า "ปเดต่าบี่ง” หรือ ต้นกัลปพฤกษ์ และในวันสุดท้าย ของฤดูกฐิน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญของเดือนดะส่องโมง ชาวพุทธเมียนมา จะมีการจัดงานจุลกฐิน ที่เรียกว่า "มโตตี่ง” แปลตามศัพท์ว่า "จีวร ไม่บูด” กฐินนี้ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เริ่มแต่ปั่นฝ้ายให้เป็นด้าย จากด้ายทอให้เป็นผืนผ้า แล้วย้อมตัดเย็บเป็นจีวร ในเดือนนี้ ยังมีพิธีตามประทีปและทอดผ้าบังสุกุล
• เดือนเก้า เรียกว่า เดือนนะด่อ (พ.ย.-ธ.ค.) เป็นเดือนที่เก็บเกี่ยว ข้าวเสร็จแล้ว ชาวนาจะนวดข้าวและสงฟางสุมเป็นกอง เดิมเคยเป็นเพียง เดือนสำหรับบูชานัตหลวงหรือผีหลวงที่เขาโปปาแห่งเมืองพุกาม แต่ ปัจจุบันเมียนมากำหนดให้มีงานเทิดเกียรติกวีและนักปราชญ์ของ เมียนมาแทน โดยจัดในวันขึ้น 1 ค่ำ งานนี้เริ่มจัดเป็นครั้งแรกในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) ทุกๆ ปีจะจัดให้มีการอ่าน บทประพันธ์ และการเสวนาเกี่ยวกับวรรณกรรมตามสถานศึกษาและ ย่านชุมชนต่างๆ เดือนนี้ยังเป็นเดือนสำหรับการคล้องช้างอีกด้วย
 
• เดือนสิบ เรียกว่า เดือนปยาโต่ (ธ.ค.-ม.ค.) เดือนนี้เป็นเดือนที่หนาวจัด ชาวไร่ที่กำลังเก็บเกี่ยวงาจะต้องคอยเฝ้าระวังฝนหลงฤดู ซึ่ง ทำให้งาเสียหาย ชาวนาจะเรียกฝนที่ตกช่วงนี้ว่า ฝนพังกองงา ความหนาว เย็นจะล่วงมาจนถึงเดือนดะโบ๊ะดแว ซึ่งเป็นเดือนถัดมา
 
• เดือนสิบเอ็ด เรียกว่า เดือนดะโบ๊ะดแว (ม.ค.-ก.พ.) ในเดือนนี้ ชาวเมียนมารำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ย่อมต้องทรงผจญต่อภัยหนาวและเชื่อว่าการผิงไฟจะช่วยให้ธาตุ 4 คืนสู่สมดุล ชาวเมียนมาจึงจัดงานบุญบูชาไฟแด่พระพุทธและพระเจดีย์ ซึ่งเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า เรียกว่างานหลัวไฟพระเจ้า หรืองานบุญไฟปัจจุบันยังคงมีงานบุญเช่นนี้เฉพาะในบางท้องที่ของเมียนมาตอนบน ในเดือนนี้ยังมีงานกวนข้าวทิพย์ ซึ่งจัดในช่วงข้างขึ้นของเดือน
 
• เดือนสิบสอง เรียกว่า เดือนดะบอง (ก.พ.- มี.ค.) ในเดือนนี้อากาศ จะเริ่มคลายหนาว และเริ่มเปลี่ยนไปสู่ฤดูร้อนในช่วงหลังของเดือน ประเพณีสำคัญ คือ งานก่อเจดีย์ทราย โดยจะก่อทรายเป็นรูปจำลองเขาพระสุเมรุทำยอดซ้อนเป็น 5 ชั้น เดือนดะบองเป็นเดือนสำหรับงานบูชาเจดีย์ชเวดากอง ถือเป็นเดือนสุดท้ายของปีตามศักราชเมียนมา
 
 
ทางรัฐบาลกำหนดวันหยุดราชการตามวันประเพณีไว้เพียงบางวัน ได้แก่ วันสงกรานต์ในเดือนดะกูจัดราววันที่ 13-17 เมษายนของทุกปี วันรดน้ำต้นโพธิ์หรือวันพุทธะในวันเพ็ญของเดือนกะโส่งตรงกับวัน วิสาขบูชาของไทย วันธรรมจักรในวันเพ็ญของเดือนหว่าโส่ตรงกับวัน อาสาฬหบูชาของไทย วันอภิธรรมในวันเพ็ญของเดือนดะดีงจุ๊ตตรงกับ วันออกพรรษาของไทย และวันตามประทีปในวันเพ็ญของเดือนดะส่อง โมงตรงกับวันลอยกระทงของไทย สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ในอดีตนั้น งานประเพณีสิบสองเดือนของเมียนมาจะรวมเอาการบูชานัตหรือ ผีหลวงไว้ด้วย โดยจัดกันในเดือนเก้า (เดือนนะด่อ) แต่ในระยะหลังได้ เปลี่ยนเป็นงานเทิดเกียรติกวี อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็ยังคงรักษาพิธีบูชาผีนัตไว้ และยังจัดงานใหญ่กันในเดือนหว่าข่อง (เดือนห้า)
 
 
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์