หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ-การค้าเชียงราย-ลาว-เมียนมา-จีน

20 มีนาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 3562)

สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดสัมมนาสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกที่จังหวัดเชียงราย จึงถือโอกาสไปเก็บข้อมูลด่านศุลกากรเชียงของและด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังจากที่อาเซียนมีภาษีเป็นศูนย์ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจมาก ๆ จังหวัดเชียงรายมีตําแหน่งที่ตั้งที่ได้เปรียบมาก ๆ เพราะติดกับเมียนมา ระยะทางยาว 153 กม. (หากนับทุกจังหวัดของไทยที่ติดกับเมียนมา มีชายแดนยาว 1,800 กม.) และลาวระยะทาง 155 กม. (หากนับทุกจังหวัดของไทยที่ติดกับลาว มีชายแดนยาว 1,750 กม.) ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ติดกับประเทศจีนและอินเดียที่เป็นตลาดที่สําคัญมาก ในขณะนี้ไม่น่าจะมีจังหวัดในประเทศไทยเหมือนกับเชียงรายที่ติดกับอาเซียนอาเซียน+3 และอาเซียน+6 ขณะนี้มีด่านชายแดนที่สําคัญ 3 ด่านคือ ด่านแม่สายที่ถูกวางตําแหน่งให้เป็น "Trading City" ที่เชื่อมโยงระหว่างเชียงราย เมียนมา และจีน ด่านเชียงแสนถูกวางตําแหน่งเป็น "Port City" เชื่อมเชียงราย เมียนมา ลาว และจีน และด่านเชียงของถูกวางตําแหน่ง เป็น "Logistics City" ที่เชื่อมโยงเชียงราย ลาวและจีน
 
ปี 2552 ไทยมีมูลค่าค้าชายแดนรวมอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท และปี 2557 เพิ่มเป็น 1.1 ล้านล้านบาท เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 7 หมื่นล้านบาท เฉพาะการค้ารวมของด่านไทยกับด่านเมียนมาครอบคลุมทั้งหมด 7 จังหวัด รวม 10 ด่านศุลกากร มูลค่าการค้ารวมของไทยกับเมียนมาอยู่ที่ 134,766 ล้านบาท ในปี 2552 และเพิ่มเป็น 214,387 ล้านบาทในปี 2557 ที่น่าสังเกตก่อนปี 2555 ไทยขาดดุลการค้ากับเมียนมามาตลอด เฉลี่ยปีละ 4 หมื่นล้านบาท และหลังจากปี 2556 เป็นต้นมาไทยได้ดุลการค้ากับเมียนมา โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการค้ารวมมากที่สุดคือจังหวัดตากที่ด่านแม่สอด ตามด้วยระนองและเชียงราย ที่ด่านแม่สอดมีมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 26,568 ล้านบาท ในปี 2552 และเพิ่มเป็น 62,522 ล้านบาท ในปี 2557 ในขณะที่มูลค่าการค้าของเชียงรายรวมในปี 2557 เท่ากับ 14,000 ล้านบาท (ส่งออกบวกนําเข้า) แต่ข้อมูลของด่านศุลกากรแม่สายและเชียงของ รายงานว่าในปี 2558 มูลค่าการค้ารวมของเชียงของเท่ากับ 9,906 ล้านบาท และด่านแม่สายเท่ากับ 17,162 ล้านบาท
 
ตรงด่านแม่สายมีสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาอยู่ 2 สะพาน คือ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ใช้สําหรับขนส่งสินค้า อุปโภค บริโภค โดยขึ้นกับการบริหารจัดการของรัฐฉาน ซึ่งจะไม่มีการใช้หนังสือรับรองขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากรใน กรอบอาเซียน หรือ หนังสือรับรองแหล่งกําเนิดสินค้าทีเรียกว่า "Form D" แต่ฝั่งเมียนมาจะมีการจัดเก็บภาษีนําเข้าเอง โดยอัตราภาษีเก็บกันที่รัอยละ 3 -10 ส่วนสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ห่างจากสะพานแห่งที่ 1 ประมาณ 2 กม. บริหารจัดการโดยรัฐบาลกลางของเมียนมา งบประมาณที่ใช้ก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุน โดยใช้ขนส่งสินค้าก่อสร้างและน้ำมันตรงบริเวณด่าน อ.แม่สาย ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็ก สามารถเดินทางไปยังเมืองเชียงตุง (จากเมืองเชียงตุงไปยังด่านมูเชของเมียนมา และรุ่ยลี่ของจีนระยะทาง 700 กม.) รัฐฉานของเมียนมาด้วยระยะทาง 164 กม. และต่อไปยังชายแดนเมียนมาที่เมืองลา (Muang La) กับด่านต้าลั่ว สิบสองปันนา ระยะทาง 90 กม. ถนนเป็นถนนดํา สองเลน และคดเคี้ยวพอสมควร (ระยะทาง จากแม่สาย-ตองยี 480 กม. แม่สาย-มัณฑเลย์ 1,100 กม. และแม่สาย-เนปิดอร์ 680 กม.) ซึ่งบริเวณด่านดังกล่าวได้ปิดมา 10 ปีแล้วเนื่องจากมีบ่อนคาสิโนเยอะ ทําให้รัฐบาลจีนไม่สนับสนุนคนเมียนมาบริเวณด่านเมืองลา-ต้าลั่ว พูดภาษาจีนและใช้เงินหยวน
 
เส้นทางจากแม่สายถึงด่านต้าลั่วเรียกว่า "R3B" สินค้าที่ไทยส่งออกตรงด่านแม่สาย โดยไทยส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง สุรา เบียร์ไวน์เครื่องดื่ม น้ำดื่ม ปูนซิเมนต์สังกะสีเหล็กเส้น รถยนต์และส่วนประกอบ ขนมปัง และเครื่องจักร ส่วนสินค้านําเข้า ได้แก่ แร่แมงกานีส แร่ดีบุก ใบชา ส้มสด กระเทียม เครื่องแต่งกาย และเศษเหล็ก สินค้าไทยที่ส่งไปยังเมียนมาจะขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุง 70% และตองยี 30% โดยคลังสินค้าอยู่ที่ท่าขี้เหล็ก สินค้าไทยส่วนใหญ่จะไปไม่ถึงมัณฑะเลย์และเนปิดอร์เพราะระยะทางไกลกว่าเมื่อเทียบกับจากแม่สอดไปย่างกุ้ง และเส้นทางจากย่างกุ้งไปยังเนปิดอร์ถนนจะดีกว่า(แม่สอด-ย่างกุ้ง 420 กม.) ทําให้สินค้าไทยจึงเข้าผ่านทางด่านแม่สอดเป็นหลัก อีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจในอนาคตคือด่านผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น ตําบลแม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ที่ตรงกับบ้านน้ำมาง อ.แม่แจ๊ะ จ.ลอยก่อ รัฐกะยาและอยู่ใกล้กับเมืองเนปิดอร์มากที่สุดระยะทาง 210 กม. ห้วยต้นนุ่น - ตองยี 300 กม. และห้วยต้นนุ่น - มัณฑะเลย์ 580 กม. ขณะนี้มีมูลค่าการค้าไม่มากเพียง 300 ล้านบาท
 
นอกจากด่านแม่สายที่ติดกับเมียนมาแล้ว เชียงรายยังมีด่านที่ติดกับ สปป.ลาว คือด่าน อ.เชียงของ ที่ติดกับ สปป.ลาว หากพิจารณาจากด่านชายแดนไทยทั้งหมดที่ติดกับ สปป.ลาว ทั้ง 11 ด่านศุลกากร (หนองคาย มุกดาหาร พิบูลมังสาหาร ท่าลี่ เชียงแสน ทุ่งช้าง เชียงของ นครพนม เขมราฐ บึงกาฬ และเชียงคาน) ในปี 2552 มูลค่าการค้ารวมที่ด่านเชียงของเท่ากับ 707 ล้านบาท และปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 805 ล้านบาท โดยสินค้าที่ไทยส่งออกที่สําคัญคือ น้ำมันดีเซล สินค้าอุปโภคบริโภค ผลไม้สด (มังคุด ทุเรียน ลําไย ส้มโอและเงาะ) ส่วนสินค้าที่นําเข้าจากประเทศจีน ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ เครื่องจักรกลการเกษตร ดอกไม้และไม้ประดับ ส่วนที่นําเข้าจาก สปป.ลาว ส่วนใหญ่เป็นไม้ที่เชียงของถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญของไทย เพราะหนึ่งเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เชียงของ ที่ประกอบด้วยศูนย์กระจายสินค้า โลจิสติกส์ปาร์ค และโรงงานอุตสาหกรรม และสองสามารถพัฒนาเป็น ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ เพราะติดกับสองประเทศคือลาวและเมียนมา ที่สําคัญเชื่อมต่อไปจีนได้ นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้อีกด้วย
 
ด่านเชียงของที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2013 ช่วยทําให้สินค้าและนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่ชอบเที่ยวเมืองไทยมากอยู่แล้วไปมาสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉลี่ยนักท่องเที่ยวไทยและจีนเข้าออกที่ด่านวันละ 500 คน ด่านเชียงของเปิดตั้งแต่ 6 โมง ถึง 4 ทุ่ม นักท่องเที่ยวจะมีมากช่วงเช้าและเย็น ในขณะที่ด่านห้วยทรายเปิด 08.30 น. ถึง 16.30 น. สําหรับในช่วงเวลากลางวันนั้นจะมีนักท่องเที่ยวผ่านน้อยมาก รถยนต์ส่วนตัวสามารถขับเข้าไปยังฝั่งลาวได้ แต่ควรจะเป็นรถประเภทกระบะหรือรถ SUV แต่ไม่สามารถขับเข้าไปยังฝั่งจีนได้ หากรถยนต์ส่วนตัวจะเข้าไปฝั่งจีนต้องเป็นแบบคาราวานเท่านั้น และต้องให้บริษัททัวร์ของจีนมารับบริการ ที่น่าสนใจคือรถยนต์ส่วนตัวจากจีนสามารถขับเข้ามายังเชียงของ และสามารถได้เข้าสู่ประเทศไทยจากด่านเชียงของไปยังด่านชายแดนบ่อเต็น ของลาว 240 กม.ของลาว และจากด่านเชียงของถึงจังหวัดหลวงน้ำทา 179 กม. สภาพถนนโดยรวมดีมากเป็น 2 เลน มีบางจุดเท่านั้นที่เป็นหลุมบ้าง การขนส่งสินค้าจากด่านเชียงของถึงด่านบ่อเต็นใช้เวลา 6 ชั่วโมง และสินค้าจากจีนที่เข้ามายังด่านเชียงของใช้เวลาถึงกรุงเทพ 24 ชั่วโมง
 
แม้ว่าความสะดวกด้านถนนของเชียงรายมีความสะดวกในการขนส่ง แต่สิ่งที่ไทยกับเมียนมาต้องเร่งดําเนินการโดยด่วนคือการใช้แบบ Form D เพื่อสําแดงแหล่งกําเนิดสินค้า เพราะปัจจุบันฝั่งเมียนมายังไม่ใช้แบบ Form D โดยมีการจัดเก็บภาษีเอง ทําให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการไทยในการส่งสินค้าไปขายที่เมียนมา อีกอย่างหนึ่งที่ควรเร่งดําเนินการทําในขณะนี้คือการทํา "ASEAN Single Window" ปัจจุบันที่ดําเนินการแล้วในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศอาเซียนเก่า ส่วนประเทศอาเซียนใหม่ หรือ "CLMV" นั้นยังไม่ได้ดําเนินการเลย หากไม่เร่งดําเนินการเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมเชียงรายก็ไม่สามารถไปถึงฝันของการเป็นเมืองเศรษฐกิจการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้
 
 
 
รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์