หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
เปิดตัว “กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” กลุ่มอุตสาหกรรมที่ 45 หวังเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

1 มีนาคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 6633)
 
 
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดพิธีสถาปนาจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ณ ห้อง MEETING ROOM 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมลำดับที่ 45 ภายใต้ สภาอุตสาหกรรมฯ โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ดร.อรรชกา สีบุญเรือง) ร่วมแสดงความยินดีในงานสถาปนาดังกล่าว
 
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศที่มีมูลค่าทางการตลาดโดยเฉพาะมูลค่าส่งออกสมุนไพรกลุ่มเสริมอาหารมีมูลค่าการใช้และส่งออกรวมกว่า 80,000 ล้านบาท และกลุ่มยาแผนโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งสมุนไพรไทยเป็นสินค้าที่มีโอกาสสูงในตลาดโลก เช่นเดียวกับโอกาสในตลาดอาเซียน ไทยมียอดส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรกว่า 1 แสนล้านบาทให้กับญี่ปุ่นและมาเลเซียซึ่งเป็นลูกค้าหลัก แต่ในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นรองประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย เนื่องจากสิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในด้านการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยนำเข้าวัตถุดิบสมุนไพรราคาต่ำจากจีนเข้ามาแปรรูปและสร้างตราสินค้าหรือแบรนด์แล้วส่งออก ที่สำคัญสิงคโปร์ยังมีศักยภาพทางการค้าและการตลาดสูงด้วย ส่วนมาเลเซียก็มีโรงงานแปรรูปสมุนไพรที่มีศักยภาพ มีการนำเข้าวัตถุดิบสมุนไพรจากจีนเพื่อแปรรูปเช่นกัน ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าทั้งสองประเทศ
 
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กว่า 1,000 ราย ร้อยละ 90 เป็นผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย มีเพียงร้อยละ 10 ที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศจำนวนมาก โดยมีช่องทางจำหน่ายที่สำคัญ ได้แก่ การขายตรงคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 และร้านค้าปลีกมีสัดส่วนร้อยละ 20 อย่างไรก็ตามช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชั่นนัลที่ผู้บริโภคเริ่มรู้จักคุณประโยชน์ของสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และต้องการความสะดวกในการหาซื้อผลิตภัณฑ์
 
จากแนวโน้มของสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพมีการเติบโตเช่นกัน ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มตื่นตัวและได้หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น จึงมีแนวโน้มการผลิตและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพจึงเพิ่มขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และในปัจจุบันกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนับเป็นกระแสที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากกระแสความนิยมดังกล่าวทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทยทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 
 
คาดว่ามูลค่าตลาดรวมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปี 2558 เพิ่มขึ้น และยังมีอัตราการเติบโตในลักษณะก้าวกระโดด ในปี 2559-2560 เนื่องจากคนไทยหันไปนิยมอาหารเสริมสุขภาพจากสมุนไพร และเครื่องดื่มสมุนไพร เพื่อความสวยงามและเพื่อความมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ของคนไทยในการป้องกันและรักษาสุขภาพ ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้ยังจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในตลาดโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องติดตามปัจจัยต่างๆเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับการผลิตและการตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นแนวโน้มของการพัฒนาอาหารของโลกในปัจจุบันและอนาคตจึงมีทิศทางไปยังการพัฒนานวัตกรรมอาหารในกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพ แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการมักพบเจอปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบจะแบ่งปันกัน การทำประชาสัมพันธ์ การยื่นคำขออนุญาต (E-Submission) กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน
 
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ เพราะมีจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมมากกว่า 1,000 ราย และจากข้อมูลในปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 7% แบ่งออกเป็นมูลค่าภายในประเทศประมาณ 20,000 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้ตลอด Supply Chain มากกว่า 500,000 คน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบันยังมีโอกาสเติบโตได้เป็นอย่างมากในอนาคต
 
นอกจากนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็ถือว่าเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านขนาดของตลาดที่ใหญ่ขึ้น ด้วยจำนวนผู้บริโภคที่มีมากกว่า 630 ล้านคน และจากศักยภาพของประเทศไทยที่มีวัตถุดิบมีคุณภาพ มีทรัพยากรที่หลากหลาย และมีเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัย ก่อให้เกิดจุดแข็ง และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณภาพและ มีมาตรฐาน นำไปสู่การขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน และมีผู้บริโภคไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศไทย
 
"การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นั้น จำเป็นต้องมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนงานต่างๆ รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเชื่อมั่นว่า ด้วยความรู้ ความสามารถประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประกอบกับความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งของคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มฯ จะสามารถนำพากลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์และมีความเจริญก้าวหน้า นำไปสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของภูมิภาคอาเซียน ต่อไป” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว
 
 
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความเป็นมาของการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า แนวโน้มการใช้ชีวิตแบบใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ความต้องการมีรูปลักษณ์ที่ดูดีเช่นเดียวกับดารานักแสดง การเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สะดวกและหลากหลายช่องทาง อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา ตัวแทนขายตรง และช่องทางออนไลน์ เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น
 
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบาย Medical Hub ของภาครัฐ ที่ต้องการให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบริการสุขภาพของโลก ทั้งในด้านการบริการสุขภาพที่เป็นเลิศ และการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ได้รับมาตรฐานออกไปสู่ตลาดสากล ก็เป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่สร้างโอกาสในการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังจะเห็นได้จาก ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พ.ศ. 2559 –2568 ที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นหนึ่งในสินค้าที่จะต้องผลักดันเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องพร้อมตอบโจทย์ตามความต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
 
ด้าน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการประสานงานและการดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub ของโลก ตลอดจนการเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้
 
1. ประสานงานกับทางภาครัฐ ภาควิชาการ และผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ มาตรฐาน และภาษี ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
2. ร่วมมือกับภาครัฐ ภาควิชาการ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง ยกระดับมาตรฐานและการพัฒนางานวิจัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทย ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันในตลาดโลกบนแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์
3. ประสานงานกับภาครัฐ ในการหาแหล่งเงินทุน และการฝึกอบรม ในการสนับสนุน ปรับปรุง ยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ดี (GMP) และพัฒนาระบบการประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์
4. สร้างเครือข่ายกับกลุ่มอุตสาหกรรมห่วงโซอุปทานในรูปแบบคลัสเตอร์ อาทิ สมุนไพร เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และอาหาร เพื่อหาแหล่งวัตถุดิบและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความสวยงาม เพื่อเพิ่ม Value Added ให้แก่ผลิตภัณฑ์
 
กลุ่มฯ ยังมีแนวคิดที่จะจัดประชุมเผยแพร่ความรู้ในประเด็นกฎ ระเบียบ การจดทะเบียนสิทธิบัตร การเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยในตลาดโลก รวมทั้งการสร้างฐานข้อมูลให้แก่สมาชิก หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนที่สนใจ เพื่อใช้ในการพัฒนาและต่อยอดอีกด้วย สำหรับงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่กลุ่มฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้มีศักยภาพที่แข็งแกร่งและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป” นายนาคาญ์ กล่าว
 
ด้าน ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวแสดงความยินกับการจัดตั้งกลุ่มฯ ในครั้งนี้ว่า ขอชื่นชมในความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจของ สภาอุตสาหกรรมฯ และกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ได้ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และแนวโน้มการรักษาสุขภาพของคนไทย ทั้งในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การเพิ่ม Value added ให้กับสินค้าไทย การพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต การดูแลกระบวนการผลิตเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาบุคคลากรในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
 
สำหรับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาครัฐ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่สามารถผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบริการสุขภาพของโลก (Medical Hub) ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการจัดทำแผนโครงการนำร่อง (Flagship Project) เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งหนึ่งในโครงการนำร่องที่ได้มีการจัดทำ คือ โครงการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทย ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และสร้างมาตรฐานให้แก่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเพิ่มการส่งออกไปยังต่างประเทศ
 
"เพื่อเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในการผลักดันโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง และจะเร่งผลักดันมาตรการอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น การแก้ไขกฎระเบียบที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมฯ การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว
 
 
 
 
 
โดย สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์