หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ได้เวลาแก้กฎหมายให้ทันสมัยเพื่อรับนักท่องเที่ยวจากอาเซียนแล้วหรือยัง?

23 กุมภาพันธ์ 2016 (จำนวนคนอ่าน 1603)
 
โดย  สันติพจน์  กลับดี
 
สาเหตุที่เขียนเรื่องนี้เนื่องจากได้อ่านข่าวนักท่องเที่ยวมือบอนไปเขียนหน้าผาที่ดอยอินทนนท์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งเมื่อได้ติดตามเนื้อข่าวโดยเฉพาะตอนที่มีข้อความว่า "...จนที่สุดแล้วช่วง 4 โมงเย็นของวันเดียวกันก็ได้พบรถยนต์คันดังกล่าว จึงนำตัวผู้ก่อเหตุมาเสียค่าปรับที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่กลาง ตามความผิดพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 วงเล็บ 14 ฐานปิดป้ายประกาศ โฆษณา หรือขูดลบขีดเขียนในเขตอุทยานฯ โดยปรับเต็มอัตราจำนวน 500 บาท พร้อมว่ากล่าวตักเตือน ปรับทัศนคติ ซึ่งผู้ลงมือก่อเหตุได้สารภาพว่าทำไปเพราะความคึกคะนอง” (อ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.thairath.co.th/clip/32481)
 
ประเด็นที่ทำให้เกิดความสนใจเป็นอันมากก็คือ เหตุเกิดในปลายปี พ.ศ. 2558 แต่ทำไมเรายังใช้กฎหมายปี พ.ศ. 2504 ซึ่งบัญญัติไว้ 50 กว่าปีมาแล้วกันอยู่อีก? ค่าปรับจำนวน 500 บาท ใน พ.ศ. 2504 มาถึงวันนี้ควรเป็นเท่าใด? ทำไมเราจึงไม่มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเหล่านี้กันเสียบ้าง? อาจจะด้วยบทลงโทษที่ไม่รุนแรงคนไทยส่วนหนึ่งจึงไม่เกรงกลัวกฎหมาย และถ้าท่านผู้อ่านลองสังเกตดูจะพบว่าหลังจากมีการทำความผิดแล้วคนเหล่านั้นมักจะพูดว่า ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำไปเพราะความคึกคะนอง เป็นอย่างนี้เรื่อยมา และก็จะเกิดความผิดในลักษณะเดียวกันต่อไปอีก ไม่จากคนเดิมก็จากคนใหม่ แต่ถ้านักท่องเที่ยวคนนั้นไปเที่ยวที่สิงคโปร์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในทุก ๆ ด้านของอาเซียน ท่านผู้อ่านคิดว่าเขาจะกล้าทำไปด้วยคึกคะนองเหมือนกับที่ทำไว้ในประเทศไทยหรือไม่?
 
สิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการปรับ (fine city) เนื่องจากมีข้อห้ามต่าง ๆ มากมาย มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง มีทั้งการกระทำความผิดที่มีโทษประหารชีวิต ความผิดเกี่ยวกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่ และการกระทำผิดทั่วไปในชีวิตประจำวัน (จาก http://www.thaiembassy.sg/node/3057) เช่น
- ไม่ทิ้งขยะในถังขยะ ปรับสูงสุด 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
- ปัสสาวะในที่สาธารณะ ปรับสูงสุด 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
- ข้ามถนนในที่ห้ามข้าม จำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
- เมาสุราในที่สาธารณะ จำคุกสูงสุด 1 เดือน หรือปรับสูงสุด 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
- ทะเลาะวิวาท โทษสูงสุดจำคุก 1 ปี หรือเสียค่าปรับสูงถึง 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
จากตัวอย่าง ถ้าคำนวณค่าปรับเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับ 25 บาท แล้วจะเห็นว่า แค่ไม่ทิ้งขยะลงถังจะมีโทษปรับสูงสุดถึง 25,000 บาทเลยทีเดียว ในขณะที่เมืองไทยเคยตั้งโต๊ะปรับกันในอัตรา 2,000 บาท และเลิกตั้งโต๊ะปรับกันไปนานแล้ว ทำให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่าง ๆ เลิกเกรงกลัวและทิ้งขยะกันไปทั่ว จนเกิดทัศนอุจาด (visual pollution) และเกิดมลภาวะตามมา เช่น ปัญหาการทิ้งขยะในงานฉลองปีใหม่ที่พัทยาซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย เป็นต้น
 
ถ้าประเทศไทยยังคงไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หรือใช้กฎหมายจริงจังแต่กฎหมายล้าสมัยดังที่ได้ยกตัวอย่าง การขีดเขียนที่ดอยอินทนนท์ด้วยค่าปรับเพียง 500 บาท คำถามคือ เราจะรักษาทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้อย่างไร? และไม่เพียงที่ดอยอินทนนท์เท่านั้น แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล ป่าไม้ ชายหาด ฯลฯ เรารักษาไว้ได้อย่างไร?
 
การแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษรุนแรงขึ้นจึงเป็นหนทางที่สามารถยืดระยะเวลาของการทำลายทรัพยากรจากนักท่องเที่ยวที่ขาดจิตสำนึกได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างความสะอาด สวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อให้เกิดความเจริญหูเจริญตาให้กับบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากอาเซียนเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เช่น จากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ ซึ่งในบรรดานักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นย่อมมีทั้งนักท่องเที่ยวที่รายได้สูง มีการศึกษา เป็นนักท่องเที่ยวที่ดี และย่อมมีนักท่องเที่ยวที่มีรายได้น้อย ขาดการศึกษา เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ดี ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะเป็นส่วนที่เข้ามาสร้างความเสียหายให้กับแหล่งท่องเที่ยวด้วยพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ เช่น การทิ้งขยะ การทำลายโบราณสถาน การทำลายสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติต่าง ๆ ยิ่งประกอบกับการเห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยแล้ว อาจจะเกิดการลอกเลียนแบบ เนื่องจากเห็นว่าสามารถทำอะไรได้ง่าย ๆ ในประเทศไทย เช่น จะทิ้งก้นบุหรี่ในที่สาธารณะก็ได้ จะทิ้งขยะบนทางเท้า ทิ้งภาชนะและเศษอาหารไว้ที่จุดรับประทานโดยไม่ต้องเก็บลงถังขยะก็ได้ จะขีดเขียนอะไรที่ตรงไหนก็ได้ ฯลฯ ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็แล้วกันไป ถ้าโชคร้ายถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก็ยอมเสียค่าปรับเล็กน้อย (เช่น ค่าปรับ 500 บาท เท่ากับ 20 ดอลลาร์สิงคโปร์ และเท่ากับ 60 ริงกิตมาเลเซีย เป็นต้น) ซึ่งถ้าเรายังคงใช้กฎหมายที่ล้าสมัยอยู่คงไม่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศไหนเกรงกลัวกฎหมายไทย
 
การแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษรุนแรงขึ้นนอกจากจะป้องปรามนักท่องเที่ยวไทยกันเองแล้ว ยังจะช่วยปกป้องแหล่งท่องเที่ยวของไทยจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย นอกจากนี้ ยังจะช่วยสร้างระเบียบวินัยให้นักท่องเที่ยวของเราให้เกิดความระมัดระวังจนเป็นนิสัยและไม่ไปสร้างปัญหาให้กับประเทศเพื่อนบ้านเมื่อไปเที่ยวในประเทศอาเซียนต่าง ๆ ได้อีกทางหนึ่ง เราน่าจะถือโอกาสที่เปิดประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย ในลักษณะที่กล่าวมากันเสียที (เช่น ใช้อัตราค่าปรับตามกฎหมายเดิมแล้วคูณด้วย 100 ทำให้ค่าปรับนักท่องเที่ยวที่ขีดเขียนหน้าผาที่ดอยอินทนนท์ เพียง 500 บาท กลายเป็น 50,000 บาทไปเลย) และคราวนี้คงไม่ต้องสงสัยว่าสถิติการทิ้งขยะในที่สาธารณะ การขีดเขียนทำลายแหล่งท่องเที่ยวจะลดลงหรือไม่? และต่อให้มีใครเรียกประเทศไทยว่าประเทศแห่งการปรับเหมือนกับที่บางคนเรียกสิงคโปร์ว่าเป็นเมืองแห่งการปรับ ก็ไม่เห็นจะเป็นอย่างไร? เพราะถ้าวิธีคิดวิธีปฏิบัติของสิงคโปร์ไม่ดีจริง เขาคงไม่ได้เป็นประเทศอันดับหนึ่งของอาเซียนในทุก ๆ ด้าน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
 
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์