หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
มาตรการด่านพรมแดนไทย-มาเลเซีย รับมือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

9 กุมภาพันธ์ 2016 (จำนวนคนอ่าน 2813)

หลังการเปิดประชาคมอาเซียน หรือ AC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีประชาคมอาเซียน และการย่างก้าวเข้าสู่ความเป็น AC นั่นหมายถึงด่านพรมแดนทั่วประเทศจะกลายเป็นที่รองรับการเดินทางผ่านเข้า-ออกและการค้าการท่องเที่ยวทันที หนึ่งในนั้นคือด่านพรมแดนไทย-มาเลเซียในพื้นที่ จ.สงขลา ซึ่งมีอยู่ถึง 3 ด่าน ประกอบด้วยด่านพรมแดนสะเดา ด่านพรมแดนปาดังเบซาร์ อ.สะเดา และด่านพรมแดนบ้านประกอบ อ.นาทวี ถามว่าด่านพรมแดนไทย-มาเลเซียพร้อมหรือยังกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยเฉพาะกับปัญหาต่าง ๆ ในลักษณะการข้ามชาติทุกรูปแบบ
 
ผู้ที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ดีคือ พ.ต.อ. ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา ซึ่ง รับผิดชอบดูแลด่านพรมแดนไทยมาเลเซีย 2 แห่ง คือด่านพรมแดนสะเดากับด่านพรมแดนบ้านประกอบ "ภาพรวมการตรวจสอบการเดินทางเข้าออกทางด่านพรมแดนไทย-มาเลเซียจะใช้ระบบ PIBICS (Personal Identification and Blacklist Immigration Control System) ซึ่งเป็นระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเป็นระบบเดียวทั่วประเทศสามารถเชื่อมต่อกันได้หมดในการตรวจสอบการเดินทางเข้าและออกทางพรมแดนไทย-มาเลเซีย โดยใช้หนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต ส่วนหนังสือผ่านแดนหรือหนังสือบอร์เดอร์พาสจะมีระบบตรวจสอบอีกระบบหนึ่งที่สามารถตรวจหนังสือผ่านแดนสำหรับคนไทยกับชาวมาเลเซียที่จะเดินทางเข้า-ออกได้ ซึ่งจะสามารถเก็บข้อมูลทางกายภาพโดยเฉพาะลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ซึ่งจะนำมาใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป" พ.ต.อ.ชัยยศ กล่าวถึงระบบการตรวจสอบการเดินทางผ่านแดนของด่านพรมแดนไทย-มาเลเซียในปัจจุบันซึ่งเป็นด่านชายแดนที่มีการเดินทางผ่านเข้าออกสูงที่สุดในประเทศไทยถึง 6 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขเมื่อปีที่ผ่านมา แยกเป็นขาเข้า 3 ล้านคน และขาออก 3 ล้านคน หากไม่นับรวมการเดินทางผ่านด่านท่าอากาศยาน
 
พ.ต.อ.ชัยยศ ยังเผยอีกว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้จัดชุดสืบสวนลงพื้นที่บริเวณด่านพรมแดนสะเดาและด่านพรมแดนบ้านประกอบ ในการสืบสวนหาข่าวข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยหรือบุคคลที่มีลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ โดยประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองและฝ่ายปกครองท้องถิ่น รวมถึงการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐเคดาห์ที่มีพรมแดนติดกับ อ.สะเดา ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำเพื่อให้ทันกับสถานการณ์
 
"ส่วนบุคคลเป้าหมายที่เราเฝ้าระวังหลังจากที่มีเรื่องของกลุ่มไอเอสหรือเครือข่ายก่อการร้ายเข้ามาเกี่ยวข้อง และถูกหยิบยกมาพูดถึงนอกเหนือจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลสัญชาติทางตะวันออกกลาง ซึ่งต้องใช้ความเข้มงวดในการตรวจสอบคัดกรองการเดินทางเข้าออก โดยจะมีนายตำรวจระดับรองสารวัตรเป็นผู้ควบคุมหากพบพิรุธหรือข้อสงสัยของบุคคลกลุ่มนี้หรือบุคคลต้องสงสัยด้านความมั่นคง ก็จะเรียกมาซักถามและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด และจะมีการประสานข้อมูลกับทางผู้บริหารระดับสูงทั้งฝ่ายไทยและมาเลเซียทันที หากมีกลุ่มบุคคลเหล่านี้ผ่านเข้าออกผ่านทางด่านชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งด่านสะเดาและด่านประกอบ ส่วนข้อมูลอีกบางส่วนจะประสานงานกับฝ่ายทหารในพื้นที่"
 
พ.ต.อ.ชัยยศ กล่าวว่า ยังมีสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมของด่านชายแดนไทยมาเลเซีย โดยเฉพาะด่านพรมแดนสะเดาหลังจากนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีทั้งการเตรียมพื้นที่ทางกายภาพ โดยทางด่านศุลกากรสะเดาได้สร้างอาคารขาออกหลังใหม่เพื่อรองรับผู้เดินทางขาออกให้สะดวกยิ่งขึ้น และมีความทันสมัยคล้าย ๆ กับสนามบินและมีระบบการควบคุมที่รัดกุม ป้องกันลักลอบการออกไปโดยผิดกฎหมายซึ่งเป็นไปได้ยากมาก
 
นอกจากนี้ ทางการกำลังสร้างอาคารขาเข้าซึ่งได้รับงบประมาณมาแล้วคาดว่าไม่เกิน 2 ปี ก็จะใช้งานได้ ซึ่งจะทำให้ด่านพรมแดนสะเดาสมบูรณ์ในเรื่องของการเข้า-ออก รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ฝึกอบรมบุคลากรรองรับเอซี และการเพิ่มความชำนาญในการตรวจหนังสือเดินทางว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอมหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญการให้ความรู้ด้านภาษาและนำเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้เตรียมพร้อมมาตลอด
 
ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมถึงเส้นทางเข้าออกประเทศในช่องทางอื่น ๆ เช่น ทางรถไฟระหว่างประเทศทั้ง 3 ขบวน ที่เชื่อมต่อระหว่างไทยกับมาเลเซีย ทั้งขบวนกัวลาลัมเปอร์-หาดใหญ่ หรือขบวนลังกาวี ขบวนบัตเตอร์เวอร์ธ และขบวนปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ ซึ่งทางด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์จะรับผิดชอบ มีการตรวจสอบการเดินทางเข้าของประเทศอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน
 
 
 
ธวัช หลําเบ็ญส๊ะ
เดลินิวส์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์