หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
'NTB' ปัจจัยท้าทายอุตสาหกรรมส่งออกอาหารไทย

9 กุมภาพันธ์ 2016 (จำนวนคนอ่าน 3432)

ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้ อุตสาหกรรมส่งออกอาหารของไทยดูเหมือนจะโดนปัจจัยภายนอกมากระทบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดสิทธิ์ GSP ของสหภาพยุโรป (EU) ที่ครอบคลุมไปถึงอาหารทะเลสดและแปรรูป ตลอดจนประเด็นเรื่องภาพลักษณ์สินค้าประมงที่เป็นผลจากมาตรฐาน IUU Fishing และรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐซึ่งนอกเหนือจากประเด็นเรื่อง GSP ที่เป็นมาตรการกีดกันการค้าทางภาษีแล้ว ประเด็นอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier: NTB) ทั้งสิ้น และมาตรการ NTB นั้นดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบมากกว่ามาตรการกีดกันทางภาษีเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาที่ลดลงผ่านการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตที่เกิดจากการปรับตัวของผู้ผลิตให้สอดคล้องไปกับมาตรฐานที่ NTB หยิบยกมาใช้ และยังมีต้นทุนที่เกิดจากความไม่แน่นอนจากการที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าประเทศผู้นำเข้าจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาเป็นมาตรการกีดกันสินค้าส่งออก ซึ่งในบางกรณีต้องมีการระงับการส่งออกไป
 
ทั้งนี้ มาตรการ NTB ที่ใช้อยู่ทั่วโลกนั้นมีอยู่หลากหลายด้าน แต่ประเด็นที่กระทบการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรของไทยโดยมากจะเป็นในเรื่องของมาตรฐานแรงงาน สุขอนามัย รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม อย่างในกรณีของมาตรการ IUU Fishing ของ EU ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอย่างหนึ่งที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยให้มีการทำประมงอย่างถูกกฎหมาย และถึงแม้ว่า EU จะยังไม่มีมาตรการตอบโต้โดยการห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากไทย แต่กระบวนการปรับตัวของอุตสาหกรรมประมงไทยทั้งห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU
 
ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ผู้ประกอบการในประเทศย่อมต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการประกอบการที่สูงขึ้นทั้งในการทำประมงจับสัตว์น้ำ หรือในธุรกิจต่อเนื่องทั้งแปรรูปเบื้องต้นไปถึงแปรรูปขั้นปลาย ซึ่งในกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกอาหารไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากมองไปในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมส่งออกอาหารไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอีกไม่น้อย
 
ในที่นี้จะขอหยิบยกแต่มาตรการที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าหลักในหมวดอาหารของไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ มาตรการ IUU Fishing ที่ทางสหรัฐจะนำมาใช้เช่นกัน แต่จะเป็นในขอบเขตที่กว้างกว่าของ EU โดยมาตรการ IUU ของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่ห้ามใช้อาหารเลี้ยงสัตว์น้ำจากการทำประมงผิดกฎหมาย เช่น ปลาป่นที่ใช้เลี้ยงกุ้งเพาะเลี้ยง เป็นต้น แรงงานที่ใช้ในโรงงานแปรรูปอาหารต้องถูกกฎหมาย ฉลากที่บรรจุภัณฑ์ต้องตรงกับสินค้าข้างในที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย ทั้งนี้ มาตรการ IUU ของสหรัฐคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ประมาณในปี 2560 นี้ โดยปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการทำประชาพิจารณ์ทำให้รายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงบทลงโทษจึงยังไม่ชัดเจนนัก
 
อย่างไรก็ตาม ผลจากความพยายามของประเทศไทยที่จะแก้ไขปัญหา IUU Fishing ของ EU น่าจะส่งผลบวกมายังการบังคับใช้ IUU Fishing ของสหรัฐด้วย เว้นแต่ว่า IUU ของสหรัฐจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ไม่ครอบคลุมในมาตรฐาน IUU ของ EU ซึ่งก็ต้องคงติดตามรายละเอียดกันต่อไป
 
อีกมาตรการหนึ่งได้แก่ การห้ามใช้ไขมันทรานส์ (Trans-fat หรือ Partially hydrogenated oils: HPOs) เป็นส่วนประกอบอาหาร ซึ่งอาหารที่มีส่วนประกอบไขมันทรานส์ในปริมาณที่สูง ได้แก่ มาการีน เนยขาว ขนมอบ (ขนมปังกรอบ ขนมเค้ก คุ้กกี้ พาย บิสกิต และแครกเกอร์) ป๊อบคอร์นไมโครเวฟ และขนมขบเคี้ยวที่ผ่านกระบวนการทอดแบบใช้ความร้อนสูง เป็นต้น โดยในปี 2558 ที่ผ่านมาสหรัฐได้ออกประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบในอาหารแปรรูปทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตอาหารทั้งในและต่างประเทศ โดยให้เวลาผู้ผลิตอาหารทั้งในและต่างประเทศมีระยะเวลาการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจนถึงปี 2561 ถึงจะเริ่มมีผลบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว
 
ในขณะที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพิจารณาเพื่อหยิบยกขึ้นเป็นกฎระเบียบของ EU และคาดว่าจะมีการนำมาใช้ในอีกระยะ 2 - 3 ปีข้างหน้า จากข้อกำหนดดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตเพื่อส่งออกต้องมีการปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่ไม่มีไขมันทรานส์ซึ่งมีราคาแพงกว่า ไม่ว่าจะเป็นเนยแท้หรือน้ำมันที่ได้มาจากไขมันอิ่มตัว นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมไก่ส่งออกของไทยที่องค์กรอิสระใน EU ได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการใช้แรงงานผิดกฎหมายของไทยในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตทั้งไก่สดและแปรรูป ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีการออกเป็นมาตรการหรือบทลงโทษทางกฎหมายแต่อย่างใด แต่ในอนาคตหากมีการผลักดันประเด็นดังกล่าวให้กลายเป็นมาตรการที่มีบทลงโทษอย่างชัดเจนคล้าย ๆ กับ IUU Fishing ก็จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นของอุตสาหกรรมไก่ทั้งห่วงโซ่อุปทานเช่นกัน ทั้งนี้ ตลาดส่งออกไก่สดและแปรรูปไปยัง EU ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากตลาดญี่ปุ่น ด้วยมูลค่าส่งออก 824 ล้านดอลลาร์ หรือมีสัดส่วนร้อยละ 34 ของการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ทั้งหมด
 
จากมาตรการ NTB ที่กล่าวมาข้างต้นยังคงเป็นความท้าทายต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งในบางประเด็นก็ยังคงต้องรอดูว่าจะมีการนำมาตรการ NTB มาใช้อย่างไร และมีขอบเขตความครอบคลุมในส่วนไหนบ้าง อย่างไรก็ตาม จากจุดแข็งของอุตสาหกรรมอาหารของไทยทั้งในเรื่องมาตรฐานและคุณภาพการผลิต ตลอดจนการมีบทบาททั้งในเวทีภูมิภาคและเวทีโลก รวมถึงประสบการณ์การดำเนินงานของผู้ประกอบการทำให้ประเด็นความท้าทายดังกล่าวที่เข้ามาน่าจะอยู่ในวิสัยทัศน์ที่บริหารจัดการได้
 
 
 
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล
ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์