หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ญี่ปุ่น-นักลงทุนหลักในอาเซียน

8 กุมภาพันธ์ 2016 (จำนวนคนอ่าน 2847)
 
โดย  :  ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์
 
 
ในปัจจุบัน มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่ในจำนวนที่สูงมาก ข้อมูลล่าสุดจากสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) (2015) ชี้ว่า สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนหลัก โดยมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ระดับร้อยละ 15.7 และร้อยละ 15.3 ตามลำดับ (แผนภาพที่ 1) (ทั้งนี้ ไม่รวมการลงทุนจากนักลงทุนประเทศภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 17.4 และถือเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในปัจจุบัน) นอกจากนี้ เงินลงทุนโดยตรงจากประเทศญี่ปุ่นยังมีสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเป็นนักลงทุนหลักที่น่าจับตามองเมื่อเทียบกับนักลงทุนจากประเทศอื่น
 
 
การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมากของญี่ปุ่นในช่วงปีหลัง ๆ นี้มาจากการที่นักลงทุนญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนมายังประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยจากข้อมูล JETRO Global Trade and Investment report 2015 ซึ่งรายงานภาพรวมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นปีล่าสุดพบว่า มูลค่าการลงทุนโดยตรงที่ญี่ปุ่นลงทุนในปี 2014 ในอาเซียนมีมูลค่าสูงกว่าในจีนถึงสามเท่าตัว โดยมูลค่าการลงทุนในอาเซียนอยู่ที่ระดับ 20.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนอยู่ที่ระดับ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนของญี่ปุ่นในอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในจีนก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยจุดหักเหจะอยู่ที่ช่วงระหว่างปี 2012 - 2013 เป็นต้นมา (แผนภาพที่ 2)
 
 
รายงาน Japan Rebooted-ASEAN, the next frontier: Tapping Southeast Asia’s surging growth ของ PricewaterhouseCoopers (PWC) (2015) วิเคราะห์ว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในอาเซียนในช่วงปี 2012 - 2013 นั้น เป็นผลมาจากการรวมกลุ่มประเทศของอาเซียน ซึ่งส่งผลให้อาเซียนมีจำนวนประชากรทั้งหมดอยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 8.8 ของประชากรทั้งหมดในโลก การขยายตัวที่สูงของกลุ่มชนชั้นกลาง การมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ความหลากหลายของระดับการพัฒนาประเทศของประเทศสมาชิก และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง ขณะที่การลดลงในจีนนั้นเป็นผลอันเนื่องมาจากปัญหาค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจีน
 
ทั้งนี้ หากพิจารณาประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นลงทุนจะพบว่า อย่างน้อยร้อยละ 58 ของเงินลงทุนเป็นการลงทุนใน 4 ประเทศหลักของอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนาม โดยพบว่าการลงทุนในอาเซียนจะอยู่ในสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มธนาคาร ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนหลักของอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศอาเซียนนี้อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยเราจะพบว่า ทุกแบรนด์รถยนต์ของญี่ปุ่นได้มีการมาตั้งโรงงานและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต จึงกล่าวได้ว่าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน
 
นอกจากนั้นแล้ว การขยายตัวการลงทุนในธุรกิจธนาคารของญี่ปุ่นในอาเซียนก็เป็นที่น่าจับตามอง โดยจะพบว่ามีการเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ: BTMU) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเซียล (Mitsubishi UFJ Financial Group: MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารในประเทศไทย คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
 
การรุกคืบอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนญี่ปุ่นในอาเซียนนี้จึงเป็นที่น่าสนใจและจับตาถึงทิศทาง รวมถึงผลกระทบที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไรในอนาคต
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์