หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ข้อเสนอแนะและมุมมองการลงทุนในเวียดนามจากภาครัฐและภาคเอกชน

5 กุมภาพันธ์ 2016 (จำนวนคนอ่าน 2637)
 
 
นับตั้งแต่เวียดนามได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย โด เหมย (Doi Moi) เป็นต้นมา เศรษฐกิจของเวียดนามก็สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการดำเนินนโยบายที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นก็ทำให้ปัจจุบันเวียดนามกลายเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก
 
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เวียดนามเป็นประเทศที่น่าลงทุน ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองที่ส่งผลทำให้การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของเวียดนามเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนที่เข้าไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพที่มีประชากรสูงถึง 89.7 ล้านคน ความได้เปรียบด้านจำนวนแรงงาน และอัตราค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างตํ่าเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น
 
ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยที่ลงทุนในเวียดนามส่วนใหญ่นิยมลงทุนในเขตภาคใต้ของเวียดนาม โดยเฉพาะในนครโฮจิมินห์ จังหวัดบิ่นห์เยือง (Binh Duong) จังหวัดด่องไน (Dong Nai) และจังหวัดลองอัน (Long An) เป็นส่วนใหญ่
 
ข้อเสนอแนะที่ได้จากประสบการณ์ของผู้ลงทุนในเวียดนามและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่นักลงทุนควรทราบก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามสรุปได้ ดังนี้
 
1. รูปแบบการลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จ การลงทุนของต่างชาติในเวียดนามสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งในรูปสัญญาร่วมลงทุน กิจการร่วมทุน กิจการที่ต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมดและอื่น ๆ สำหรับรูปแบบการลงทุนในเวียดนามที่เหมาะสมที่สุด คือ การเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเกิดข้อพิพาทกับนักธุรกิจท้องถิ่น
 
อย่างไรก็ตาม หากต้องร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่น นักลงทุนต้องศึกษาผู้ร่วมทุนท้องถิ่นอย่างรอบคอบ และการทำสัญญาต้องรัดกุมและชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งและข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทั้งนี้ การเลือกลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตส่งเสริมการลงทุนจะช่วยให้นักธุรกิจลดความยุ่งยากในการดำเนินธุรกิจได้ในช่วงแรก เนื่องจากเขตส่งเสริมพิเศษบางแห่งจะมีการอำนวยความสะดวกในเรื่องของเอกสารการขออนุญาตก่อตั้งโรงงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคมอีกด้วย
 
 
 
2. กฎหมาย กฎ และระเบียบ การศึกษากฎและระเบียบการลงทุนและการประกอบธุรกิจในเวียดนามเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรศึกษาให้รอบคอบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเวียดนามมีกฎระเบียบที่บังคับภายในประเทศจำนวนมาก ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยและส่วนใหญ่ขาดความชัดเจนในการปฏิบัติ เช่น กฎหมายการจ้างงาน หรือนโยบายทางภาษี เป็นต้น
 
ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกฎหมายการลงทุนและจัดตั้งธุรกิจให้ถ่องแท้ ชัดเจน และต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎและระเบียบการลงทุน และการประกอบธุรกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังควรให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนลิขสิทธ์ของสินค้าที่ผลิตด้วย เนื่องจากเวียดนามมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และการผลิตสินค้าเลียนแบบค่อนข้างสูง
 
3. วัฒนธรรม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมและลักษณะสังคมของตลาดผู้บริโภคและตลาดแรงงานของเวียดนามให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ตรงกับความต้องการ เช่น พฤติกรรมชาวเวียดนาม ที่โดยทั่วไปแล้วชาวเวียดนามจะมีความเชื่อมั่นและมีความคิดเป็นของตนเอง กล้าแสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้ง และใช้ภาษาเวียดนามเป็นหลักในการสื่อสาร ขณะที่พฤติกรรมการบริโภคของชาวเวียดนามที่อยู่ทางภาคใต้และทางภาคเหนือนั้นก็มีความแตกต่างกันมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิถีการดำรงชีวิต และอุปนิสัยที่แตกต่างกัน เป็นต้น
 
4. ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ สาธารณูปโภคพื้นฐานในเวียดนามนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่มากเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนามยังไม่สามารถพัฒนาการรองรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนน ไฟฟ้า และท่าเรือน้ำลึก แม้รัฐบาลจะมีโครงการลงทุนในด้านนี้จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งและค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่าง ๆ ของผู้ประกอบการสูงตามไปด้วย
 
สำหรับราคาที่ดินและค่าเช่าที่ดินในเวียดนามนั้น ปัจจุบันมีอัตราค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และเมืองใหม่ อีกทั้งยังมีอุปทานที่ดินจำกัดด้วย ดังนั้น ก่อนการลงทุนนักลงทุนจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ และต้นทุนแฝงต่าง ๆ ให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจเข้าไปลงทุน เพื่อให้การลงทุนในเวียดนามเป็นไปอย่างราบรื่น
 
 
ประเทศเวียดนามนั้นเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่น่าสนใจและมีศักยภาพด้านการค้าการลงทุนสูงด้วยจำนวนประชากรราว 89.7 ล้านคน ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตในระดับสูงมาโดยตลอดนับตั้งแต่เวียดนามได้เริ่มปฏิรูประบบเศรษฐกิจเป็นต้นมา นอกจากนั้น ปัจจุบันชาวเวียดนามนิยมใช้สินค้าอุปโภคและบริโภคของไทยมากขึ้นเนื่องจากสินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวเวียดนาม ประกอบกับอุปสรรคในการค้าการลงทุนของเวียดนามที่ลดลงจากการเข้าเป็นสมาชิก WTO และประชาคมอาเซียน ที่มีข้อผูกพันให้เวียดนามต้องเปิดตลาดการค้าการลงทุนมากขึ้นก็ทำให้ไทยมีโอกาสที่จะขยายตลาดการค้าการลงทุนในเวียดนามได้อีกมาก
 
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่มีศักยภาพด้านการลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย
 
 
 
โดย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์