หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
TPP...อันตรายเกษตรกรไทย?

28 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1964)

การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economics Community) ของสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์และไทย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับความร่วมมือของ 10 ชาติ ในภูมิภาคที่จะนำไปสู่การเปิดเสรีระหว่างกันมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งการค้า การลงทุน การบริการ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุน ทั้งยังช่วยลดหรือแม้แต่ตัดอุปสรรคที่เป็นข้อกีดกันทางการค้าและการลงทุนต่าง ๆ ออกไปอีกด้วย
 
โดยผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบทิศทางการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะ 10 ปีข้างหน้าแล้ว (ปี 2559-2568) ที่มุ่งเน้นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจให้มีความกว้างและลึกมากขึ้น และต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในอนาคต ไม่เพียงเรื่อง AEC ที่ไทยต้องพร้อมก้าวเดินไปพร้อม ๆ กับประเทศสมาชิกอีก 9 ประเทศเท่านั้น หากแต่ไทยยังต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ หรือกรอบการค้าเสรีอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย
 
น.ส.ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า มีกรอบการค้าที่น่าสนใจคือ ข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่มกันของ 10 ชาติอาเซียน กับอีก 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หรือที่หลายคนเรียกว่า ASEAN+6
 
"ไทยจะต้องร่วมกับอาเซียนในการผลักดันให้มีการเจรจาเปิดเสรีในกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ให้ประสบความสำเร็จในปี 2559 ตามกำหนด เพราะการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) ที่ริเริ่มโดยสหรัฐอเมริกานั้นจบลงแล้ว และน่าจะมีผลบังคับใช้ในอีกราว 2 ปีข้างหน้า มองว่าเรื่อง RCEP ไม่น่าจะยากเพราะทุกประเทศคู่เจรจามีการทำ FTA กับอาเซียนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากการเจรจา RCEP จบ จะเกิดกลุ่มการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก" น.ส.ศิรินารถ กล่าว
 
ทั้งนี้ 16 ประเทศ RCEP มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมกันถึง 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 29% ของโลก มีประชากรรวมกันถึง 3,300 ล้านคน หรือ 50% ของโลก และมีมูลค่าการค้าสูงถึง 10.7 ล้านล้านเหรียญ หรือ 29% ของการค้าโลก ซึ่งล่าสุด RCEP ได้สรุปการเปิดเสรีการค้าสินค้าได้แล้ว โดยสินค้ากลุ่มแรกราว 65% ของสินค้าที่ค้าขายระหว่างกันรวมทั้งสิ้นราว 8,000 - 9,000 รายการ จะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ทันที โดยแต่ละประเทศจะทำแผนการลดภาษีให้เสร็จภายในปี 2559 และอีก 20% จะทยอยลดภาษีเป็น 0% ภายใน 10 ปี ส่วนสินค้าที่เหลืออีกประมาณ 15% ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอ่อนไหว จะมีการเจรจาให้มีการปรับลดภาษีลงในระยะต่อไป
 
"เชื่อว่าการเจรจา RCEP จะไม่มีแรงกดดันสำหรับทั้ง 16 ประเทศ เพราะมีการเจรจาพูดคุยกันมานานแล้ว และมาตรฐานต่าง ๆ ก็ไม่สูงเท่ากับ TPP ทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และการแข่งขัน จึงน่าจะเจรจากันได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และถือว่า RCEP มีความน่าสนใจกว่า TPP เพราะมีจีนและอินเดียที่มีประชากรและกำลังซื้อสูงอยู่ด้วย ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับไทยในทุกด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการค้าบริการ" น.ส.ศิรินารถ กล่าว
 
สำหรับความตกลง TPP นั้น มองว่าไทยยังมีเวลาศึกษารายละเอียดข้อตกลงและข้อดีข้อเสียของการเข้าร่วมเพราะกว่าความตกลงจะมีผลบังคับใช้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี เพื่อดำเนินการภายในของแต่ละประเทศซึ่งมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไป จึงเห็นว่าไม่น่าจะแล้วเสร็จเร็วไปกว่านี้
 
"เนื่องจาก TPP เป็นข้อตกลงที่มีมาตรฐานสูงและมีรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงได้ให้สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ดูรายละเอียดข้อตกลงทุกแง่มุม น่าจะได้รายงานชิ้นแรกเดือนมกราคม 2559 จากนั้นจะดูว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร จะบรรเทาผลกระทบอย่างไร เมื่อรวบรวมได้ทั้งหมดจะนำเสนอให้คณะกรรมการชุดที่คณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ที่มี รมว.พาณิชย์ เป็นประธานพิจารณา เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณากำหนดท่าทีของไทยต่อไป โดยจะพยายามศึกษาให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกขอปี 2559 นี้" น.ส.ศิรินารถ กล่าว
 
ทั้งนี้ น.ส.ศิรินารถ บอกว่า ความตกลง TPP เหมือนกับความตกลงขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ที่ผู้ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่นั้นทำได้แค่เพียงแจ้งว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม โดยไม่สามารถทำการเจรจาเพิ่มเติมใด ๆ ได้อีก เรียกว่าต้องยอมรับในกติกาและข้อตกลงที่สมาชิกเดิมทำไว้แล้ว ซึ่งก็ไม่อาจรู้ได้ว่าสมาชิกเดิมจะมีการเรียกร้องอะไรจากไทยด้วยหรือไม่ หากตกลงจะกระโดดเข้าร่วมกลุ่มในอนาคต ก่อนนี้ภาคปศุสัตว์ไทยก็ออกมาให้ความเห็นในประเด็น RCEP กับ TPP ในทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน โดยนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกล่าวว่า สมาคมภาคปศุสัตว์-เกษตรโดยเฉพาะสมาคมผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศวิตกกังวลต่อท่าทีของไทยกับการเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายสมาชิก TPP ในอนาคต เนื่องจากเล็งเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรปศุสัตว์ของไทยที่จะได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจากการที่ผู้ผลิตหมูรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาจะผลักดันเศษเหลือจากการบริโภคทั้ง หัว ขา เครื่องใน ฯลฯ เข้ามาขายในไทยด้วยราคาถูก
 
นายสุรชัย ยกตัวอย่างของผลกระทบอันเนื่องมาจากการเข้าดัมพ์ตลาดหมูโดยยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐที่เกิดขึ้นกับทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์และกัมพูชา โดยเฉพาะเวียดนามที่เมื่อปี 2556 เกษตรกรจำนวนมากต้องล้มละลายจากการเปิดนำเข้าหมูส่วนเกินจากสหรัฐมาขายในราคาต่ำ ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่สามารถสู้ราคาได้จนถึงกับต้องเลิกกิจการไป ซึ่งภาคผู้ผลิตหมูของไทยไม่อยากให้เกษตรกรไทยต้องซ้ำรอยเกษตรกรประเทศเพื่อนบ้าน และไม่อยากให้หมูสหรัฐที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างเสรีเข้ามาขายปะปนกับหมูไทยที่ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยได้
 
"เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรู้ดีว่า รัฐบาลมีความพยายามเดินหน้าเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เนื่องจากสมาชิกในกลุ่ม TPP ปัจจุบันมีสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่โครงสร้างทางการเกษตรทั้งปศุสัตว์และพืชไร่ที่เหมือนกันกับประเทศไทย โดยเฉพาะการเลี้ยงหมู การเลี้ยงไก่เนื้อ หรือแม้แต่การเพาะปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ ที่สมาชิก TPP ทั้ง 2 ประเทศนี้มีความได้เปรียบทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตและปริมาณที่สามารถผลิตได้" นายสุรชัย บอกเหตุผล
 
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ผู้เลี้ยงหมูไทยได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอด จึงเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกกับความตกลงนี้ ทั้งสมาคมและชมรมผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศขอคัดค้านรัฐบาลไทยอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ประกาศชัดเจนว่าจะใช้แนวทางการค้าเสรี หรือกลุ่มความร่วมมืออื่น ๆ โดยเฉพาะ ASEAN+6 หรือ RCEP ที่เป็นความร่วมมือที่มีการเจรจามานาน และเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขัดกันทางผลประโยชน์แก่กันและกันมากจนเกิดความเสี่ยงอย่างมหาศาลเหมือนกับ TPP
 
"RCEP ไม่ได้มีเงื่อนไขมากมาย และไม่มีความสลับซับซ้อนเหมือนอย่าง TPP ที่สำคัญประชากรที่มากกว่า 3,000 ล้านคน ในกลุ่ม RCEP มีความต้องการบริโภคสินค้าปศุสัตว์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นโอกาสของไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้เป็นแนวหน้าในภูมิภาคอยู่แล้ว" นายสุรชัย กล่าว
 
"การจะเข้าร่วมกลุ่ม TPP ไทยจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ผลีผลาม ต้องดูตัวเองว่าจะได้หรือเสียประโยชน์อย่างใด และคุ้มค่าที่จะเสียหรือไม่ ที่สำคัญการขอเข้าไปเป็นสมาชิกหลังจาก 12 ประเทศสมาชิกเริ่มต้นได้ลงนามในข้อตกลงไปแล้ว ไทยอาจจะถูกเรียกร้องให้เสนอสิทธิพิเศษนอกเหนือจากข้อตกลงที่ได้ลงนามกันไปแล้วได้ นั่นเท่ากับว่าเราจะได้ไม่คุ้มเสีย" นายสุรชัย กล่าวทิ้งท้าย
 
วันนี้ไทยเรายังพอมีเวลาในการศึกษาผลกระทบของ TPP อย่างรอบคอบที่สุด โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีต่อภาคเกษตร ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งศึกษาและต้องมีกลไกที่ใช้กำกับดูแลเพื่อป้องกันผลที่จะเกิดและก็ต้องเร่งเดินหน้าเจรจา RCEP ให้เกิดขึ้นตามเป้าหมายไปพร้อม ๆ กัน
 
 
 
ที่มา :  บ้านเมือง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์